Hokkaido: หน้าร้อนที่ฮอกไกโดกับวาฬมีปีก

ฮอกไกโดหน้าร้อน

Summer in Hokkaido

ฮอกไกโดหน้าร้อน

ฮอกไกโดหน้าร้อน ถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอดเป้าหมายของการท่องเที่ยวในฝันสำหรับใครหลาย ๆ คน ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ความน่ารักของอาคารบ้านเรือน และ ความพิเศษของลักษณะอากาศ ที่ผสมผสานเข้ากับความเป็นญี่ปุ่นในแบบที่ทุกคนคุ้นเคยได้อย่างลงตัว

ฮอกไกโด เป็นชื่อเกาะขนาดใหญ่ และยังเป็นจังหวัด ที่อยู่ตอนเหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น ทำให้มีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี ยิ่งในฤดูหนาว จะหนาวมากถึงขั้นติดลบ หลายเมืองมีหิมะตกหนัก การเดินทางค่อนข้างลำบาก อีกทั้งยังมืดเร็ว ร้านค้าและสถานที่ท่องเที่ยวก็จะเริ่มเงียบตั้งแต่ช่วงบ่ายแก่ ๆ

ถึงอย่างนั้น ฮอกไกโดก็ยังมีเสน่ห์ในหน้าหนาวได้แบบไม่เหมือนใคร เพราะทดแทนด้วยแสงสีและความโรแมนติกของ เทศกาลน้ำแข็งและหิมะที่จัดขึ้นในหลายเมือง โดยเฉพาะ เทศกาลหิมะซัปโปะโระ (Sapporo Snow Festival) ซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลก

นอกจากเทศกาลหิมะในฤดูหนาวที่เป็นภาพจำของฮอกไกโดแล้ว ดอกไม้หลากสีสันที่แข่งกันเบ่งบานเต็มทุ่งกว้างในฤดูร้อน ก็เป็นอีกไฮไลท์ที่สุดยอดมาก ๆ และยังเป็นฤดูที่เหมาะสมสำหรับการท่องเที่ยวมากที่สุดอีกด้วย เนื่องจาก อากาศเย็นสบายกำลังดี ไม่ร้อนเหมือนภูมิภาคอื่น ๆ ท้องฟ้าสีฟ้าสดใส มีเวลากลางวันที่ยาวนาน แถมไม่ค่อยมีฝนมากวนใจการท่องเที่ยวอีกด้วย (แดดแรง แต่ลมเย็น ยังไงก็ดูแลผิวกันด้วยนะครับ)

สีสันแห่งฮอกไกโดหน้าร้อน คือความดีงามที่สุดครั้งหนึ่ง ในการเที่ยวญี่ปุ่นของวาฬเลยทีเดียวครับ รีวิวนี้ วาฬเลยจะมาแบ่งปันข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิต รวมถึงร้านอาหารทีเด็ดที่ไม่ควรพลาด ทั้งหมด 28 แห่ง ส่วนจะมีที่ไหนกันบ้าง ตามไปอ่านรายละเอียดกันได้เลยครับ

** ทุกสถานที่สามารถเดินทางเที่ยวด้วยตัวเอง โดยการใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะของแต่ละเมืองได้อย่างสะดวกสบาย ในการวางแผนเที่ยวฮอกไกโดหน้าร้อนนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ควรรู้ทิศทาง และที่ตั้งของเมืองต่าง ๆ ที่เป็นจุดหมายปลายทาง และกำหนดในแผนการเดินทางไว้อย่างแม่นยำ เนื่องจากฮอกไกโดเป็นเกาะขนาดใหญ่ การเดินทางจะใช้เวลาค่อนข้างมาก ประกอบกับรอบรถไฟที่ไม่ได้มีถี่ยิบแบบในภูมิภาคอื่น ๆ ที่เราคุ้นเคย หากขึ้นรถไฟผิดขบวน หรือต้องอ้อมไปอ้อมมาแบบย้อนทิศทาง จะทำให้เสียเวลาในการท่องเที่ยวเยอะเกินไป

ดังนั้น รอบนี้วาฬจะไล่เรียงสถานที่ท่องเที่ยวในฮอกไกโดหน้าร้อนเป็นลำดับ โดยเริ่มจากเหนือไปใต้ตามเส้นทางรถไฟ (อะซะฮิคะวะ, ฟุระโนะ, บิเอะ, โอตารุ, ซัปโปะโระ, โนโบริเบทสึ, โทยะ และ ฮาโกะดาเตะ) เพื่อสะดวกกับทุกคนในการเอาไปปรับเป็นแผนการเที่ยวของตัวเองต่อไปนะครับ

ป.ล. รูปที่ว่าสวยแล้ว ยังเทียบไม่ได้เลยกับภาพของสถานที่จริงที่ได้มองผ่านสายตาของคุณเอง วาฬรับรองเลยครับ

(วาฬเดินทางช่วง 10 – 22 กรกฎาคม อุณหภูมิประมาณ 18 – 28 ในตอนกลางวัน)


ฮอกไกโดหน้าร้อน

1. Tomita Farm

ฟาร์มโทะมิตะ

ฟาร์มโทะมิตะ แห่งเมืองฟุระโนะ (Furano) ฟาร์มดอกไม้ที่เปิดให้ชมแปลงดอกลาเวนเดอร์ และดอกไม้หลากสีสันอื่นๆ บนเนินที่เหมือนกับถูกปูด้วยพรมลายดอกไม้สีรุ้งที่เรียงตัวกันเป็นแถวสลับสีสันอย่างเป็นระเบียบและสวยงามมากๆ นอกจากนี้ ยังห้ามพลาด เมล่อนสีส้มแสนหวานฉ่ำ กับ ซอฟต์ครีมรสลาเวนเดอร์ ด้วยประการทั้งปวง

เปิด: 8.30 -18.00 น. (ร้านค้าและส่วนจัดแสดง)
ช่วงเวลาที่ดีที่สุด: สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกรกฎาคม (แต่ละปีบานไม่ตรงกันเช็คได้จากเว็บไซต์)
การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Super Kamui จากสถานี Sapporo ไปลงที่สถานี Asahikawa ประมาณ 85 นาที แล้วเปลี่ยนสายเป็น JR Furano line ไปลงที่ สถานี Naka-Furano หรือ ในช่วงฤดูร้อนจะมีรถไฟหวานเย็นขบวนพิเศษที่จะจอดที่สถานี Lavender Farm หรือ ตรงบริเวณ Farm Tomita เลย แต่เราต้องเช็ครอบรถไฟให้ดีเพราะมีเพียงไม่กี่รอบต่อวันเท่านั้น http://www.farm-tomita.co.jp/en/access/station.asp

2. Biei

ปั่นจักรยานเล่นที่บิเอะ

การปั่นจักรยานเล่นที่บิเอะ คือ ความชิลขั้นสุด ที่ควรมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง ด้วย สายลมเย็นๆ บ้านเมืองที่สงบน่ารัก ขนาบข้างด้วย ทุ่งข้าวสาลี และแปลงดอกไม้ หลากสีสัน คือส่วนผสมที่ทำให้การปั่นจักรยานเล่นในครั้งนี้เป็นอะไรที่น่าประทับใจสุดๆ

สำหรับการเช่าจักรยาน ก็สามารถทำได้ง่ายๆที่ ร้านเช่าจักรยานที่อยู่รอบๆ สถานี Biei เลยครับ (สำหรับคนที่กลัวปั่นไม่ไหว แนะนำเป็นจักรยานไฟฟ้านะครับ ค่าเช่าต่อชั่วโมงแพงกว่า แต่ทุ่นแรงได้เยอะเลย)

**การปั่นจักรยานเที่ยวในบิเอะ จะเเบ่งเป็นออก 2 เส้นทาง (ร้านเช่าจักรยานจะอธิบายเรื่องนี้พร้อมมอบแผนที่ให้เราด้วย) ได้แก่

1. Patchwork Road เน้นชมทุ่งหญ้าสีทอง ทุ่งข้าวสาลี ตัดกับสีเขียวของไร่มันฝรั่ง ตลอดจน ต้นสน และต้นโอ๊ก ที่ยืนต้นเรียงตัวอย่างมีศิลปะในจิตใจ เป็นเส้นทางที่ไม่ไกลมากนัก เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเคยมาครั้งแรก (รูปของวาฬมีปีกคือเส้นทางนี้เลยครับ)

2. Panorama Road เป็นเส้นทางที่ไกลกว่าแบบแรก เน้นสองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าสีทอง แปลงดอกไม้ และมีไฮไลท์ที่เป็นจุดหมายสำคัญคือ บ่อน้ำสีฟ้าตามธรรมชาติ

การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Super Kamui จากสถานี Sapporo ไปลงที่สถานี Asahikawa ประมาณ 85 นาที แล้วเปลี่ยนสายเป็น JR Furano line ไปลงที่ สถานี Biei ประมาณ 30 นาที

3. Asahiyama Zoo

สวนสัตว์อะซะฮิยะมะ

เป็นสวนสัตว์ที่มีชื่อเสียงของเมืองอะซะฮิคะวะ (Asahikawa) และเป็นสวนสัตว์ที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นจากการจัดอันดับของหลายสถาบัน และสำหรับวาฬมีปีกเองด้วย ความเจ๋งที่ทำให้สวนสัตว์แห่งนี้พิเศษกว่าใคร ก็คือการจัดสภาพแวดล้อมที่พักอาศัยของสัตว์เลียนแบบธรรมชาติให้สอดคล้องกับสัญชาตญาณของพวกเขามากที่สุด ที่สำคัญกว่านั้น คือการจัดมุมมองในการดูสัตว์โดยเน้นที่ความหลากหลายและความตื่นตาตื่นใจของผู้ชม ไม่ว่าจะเป็น สะพ้านข้ามต้นไม้ของแพนด้าแดง ท่อกระจกส่องดูน้องแมวน้ำตัวอ้วนกลม หรือ ส่วนจัดแสดงหมีขาวแบบเส้นรอบวงกลม ที่เห็นครบทุกซอกทุกมุมกันเลย

เปิด: 9.30 – 17.00
การเดินทาง: จากสถานี JR Asahikawa ออก North Exit ขึ้น Bus สาย 41 ที่ป้ายหมายเลข 6 ไปลงป้าย Asahiyama Dobutsuen
ค่าเข้า: 820 เยน

4. Mt. Asahidake

ภูเขาอาซะฮิดาเคะ

วินาทีแรกที่ขึ้นมาถึงและได้มองไปเบื้องหน้า คือ เกิดอาการอ้าปากค้าง เพราะตื่นตะลึงในความยิ่งใหญ่ของภูมิประเทศบนยอดเขาแห่งนี้ และเนื่องจากเป็น ยอดเขาสูง ด้านบนจึงอากาศเย็นตลอดทั้งปี อุณหภูมิในวันที่วาฬมีปีกไปเยือนคือประมาณ 8 องศาเซลเซียสเท่านั้น ทำให้แม้จะเป็นฤดูร้อน แต่บางส่วนยังมีน้ำแข็งหรือหิมะปกคลุมอยู่ เมื่อตัดกับสีเขียวของพืชพรรณที่เริ่มผลิดอกออกใบ และสีฟ้าของน้ำจากบึงธรรมชาติในบริเวณนั้น จึงกลายเป็นภาพสุดมหัศจรรย์ที่หาชมที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว อยากให้ทุกคนมาสัมผัสด้วยตัวเองจริงๆครับ

เปิด: 6.00 – 18.30 น. (เวลาเปิดปิดในแต่ฤดูจะไม่เหมือนกัน)
การเดินทาง: จาก JR สถานี Asahikawa ออก North Exit ขึ้นรถเมล์สาย 66 (สามารถซื้อตั๋วที่ Lawson ข้างๆได้แบบไปกลับ 1430 เยน) ที่ป้ายหมายเลข 10 ไปลงป้าย Asahidake
ค่าเข้า: ค่าขึ้น ropeway ไปด้านบน 2900 เยนแบบไปกลับ

5. Susukino

ย่านซูซูคิโนะ

คราวนี้ถึงคิวที่เที่ยวอื่นๆ นอกจาก 6 กิจกรรมห้ามพลาดที่ผ่านมา เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาหลายวัน วาฬช่วยคิดให้แล้วกันนะครับว่าจะไปไหนดี สำหรับที่แรกเลย คือ“ย่านซูซูคิโนะ” ย่านบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในฮอกไกโด ตั้งอยู่ในเมืองเอก อย่าง ซัปโปะโระ มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย อาทิ Tanukikoji Shopping Street ถนนคนเดินยาว 1 กิโลเมตร, ตลาดปลานิโจ, Norbesa ห้างสรรพสินค้าที่มีจุดเด่นอยู่ที่ชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ และ Sapporo Factory แหล่งช้อปปิ้งที่ได้อารมณ์วินเทจ เป็นต้น ส่วนในรูปเป็นมุมมหาชน ที่ช่วยยืนยันว่าเจ้าของภาพได้มาถึง ซูซูคิโนะแล้วจ้า J

เปิด: 11.00 – 01.00
การเดินทาง: รถไฟสาย Namboku line สถานี Susukino ทางออก N8 / Toho line สถานี Susukino ทางออก H9

6. Sapporo TV Tower

หอส่งสัญญาณโทรทัศน์ซัปโปะโระ

หอส่งสัญญาณฯที่มีรูปร่างคล้ายกับ โตเกียว ทาวเวอร์ (Tokyo Tower) จากจุดชมวิวเราสามารถมองเห็นวิวของสวน โอโดริ (Odori Park) ได้อย่างชัดเจน ตลอดจนภาพของผังเมืองที่ทันสมัยอย่างมากของซัปโปะโระอีกด้วย ก่อนกลับอย่าลืมแวะซื้อของที่ระลึกอย่าง เจ้าทาวเวอร์สีแดงที่ใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นมาสคอตของที่นี่ นะครับผม

เปิด: 9.00 – 22.00
การเดินทาง: JR สถานี Sapporo ทางออก South Exit

7. Sapporo Clock Tower

หอนาฬิกาเมืองซัปโปะโระ

หอนาฬิกาไม้ที่สวยงามแห่งนี่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับ หอส่งสัญญาณโทรทัศน์ซัปโปะโระ เป็นอีกหนึ่งจุดไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวต้องมาถ่ายรูปเมื่อมาถึง ซัปโปะโระ จนกลายเป็นจนนัดพบที่สำคัญแห่งหนึ่ง หอนาฬิกาแห่งนี้สร้างขึ้นมานานมากกว่า 100 ปี และ ภายในอาคารเรายังสามารถเข้าไปชมกลไกของนาฬิกาลูกตุ้ม และเรียนรู้ประวัติของเมืองที่จัดแสดงไว้ได้อีกด้วย

เปิด: 9.00 – 17.00 (ด้านใน)
การเดินทาง : นั่ง JR ลงสถานี Sapporo ทางออก South Exit
ค่าเข้า: 200 เยน

8. Former Hokkaido Government Office Building

ศาลาว่าการจังหวัดฮอกไกโดหลังเก่า: ซัปโปะโระ

อาคารอิฐสีแดงซึ่งใช้เป็นที่ทำการของจังหวัดฮอกไกโดหลังเก่า ภายในจัดแสดงสิ่งของและเอกสารทางประวัติศาสตร์ รวมถึงห้องประชุมและห้องทำงานที่ยังคงจัดวางไว้ในสภาพเดิม พร้อมด้วยการตกแต่งอย่างหรูหราและวิจิตรงดงามมากๆ ไฮไลท์ที่สำคัญในหน้าร้อน อยู่บริเวณด้านนอก ที่มีสวนดอกไม้หลากหลายสีสัน ช่วยเพิ่มองค์ประกอบในการเก็บภาพอาคารหลังนี้ให้สวยสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

เปิด: 7.00 – 21.00น (แต่ละฤดูเวลาเปิดปิดไม่เหมือนกันต้องเช็คให้ดีก่อนไป)
การเดินทาง: JR สถานี Sapporo ทางออก South Exit

9. Shiroi Koibito Park

โรงงานช็อกโกแลตชิโรอิ โคอิบิโตะ: ซัปโปะโระ

โรงงานช็อกโกแลตยี่ห้อ “ชิโรอิ โคอิบิโตะ (Shiroi Koibito)” ขนมชื่อดังของฮอกไกโด ภายในโรงงาน เปิดให้เข้าชมกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นจนบรรจุห่อออกมาเป็นสินค้าขาย ด้วยระบบสายพานและเครื่องจักรที่ทันสมัย ทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์ของเล่นและของสะสมให้เดินชมกันเพลินๆอีกด้วย ส่วนภายนอกอาคารจัดเป็นสวนหย่อมที่มีมุมสวยๆให้ถ่ายรูปมากมาย

เปิด: 9.00 – 18.00
การเดินทาง: รถไฟสาย Tozai line สถานี Miyanosawa ทางออก 2

10. Sapporo Hitsujigaoka Observation Hill

จุดชมวิวเนินเขาฮิสึจิกะโอกะ: ซัปโปะโระ

จุดชมวิวบนเนินเขาที่ไม่สูงมากนักทางทิศใต้ของเมืองซัปโปะโระ สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของทุ่งหญ้าและตัวเมืองได้อย่างสวยงาม สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ รูปปั้นของ วิลเลียม เอส. คลาร์ก (William S. Clark) หนึ่งในผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยฮอกไกโด (สมัยนั้นยังเป็นวิทยาลัยด้านเกษตรกรรม) ตั้งอยู่โดดเด่นและสง่างามด้วยท่าทางอันมุ่งมั่น ถือเป็นอีกหนึ่งจุดถ่ายภาพที่แฝงไปด้วยแรงบันดาลใจด้านการศึกษายอดฮิตแห่งหนึ่งเลยทีเดียว

นอกจากนี้บนเนินเข้ายังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่งให้ลองเข้าไปแวะชมและชิมกันเพลินๆ เช่น โบสถ์, ร้านอาหาร, ร้านขายของที่ระลึก,แปลงปลูกลาเวนเดอร์ และพิพิธภัณฑ์เทศกาลหิมะ เป็นต้น

เปิด: 9.00 – 18.00 (เวลาเปิดปิดแต่ละฤดูจะไม่เหมือนกัน)
การเดินทาง: รถไฟสาย Toho line สถานี Fukuzumi แล้วต่อรถเมล์สาย 84 ที่ป้าย 4 ไปลงที่ป้าย Hitsujigaokatenbodai

11. Moerenuma Park

สวนสาธารณะโมเรนุมะ: ซัปโปะโระ

สวนสาธารณะขนาดมหึมา ที่เกิดจากการถมขยะเพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวรอบๆเมืองซัปโปะโระ มีจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบสวน การตัดแต่งต้นไม้ อาคาร ไปจนถึงจุดสนใจภายในทั้งหมดด้วยไอเดียที่แปลกและแตกต่างอย่างมาก คนที่ได้มาเยี่ยมชมเป็นครั้งแรกจะต้องทึ่งกับความอลังการของ ภูเขาจำลอง, ปิรามิดแก้ว, น้ำพุที่พ่นน้ำได้สูงถึง 25 เมตร และอื่นๆอีกมาก ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนมีขนาดใหญ่ สวยงามและโดดเด่นท่ามกลางโลเคชั่นที่โล่งกว้าง มองเห็นทิวทัศน์ไกลๆอย่างสบายตา เหมาะแก่การพักผ่อนในวันหยุดแบบสุดๆไปเลย

เนื่องจากขนาดที่กว้างใหญ่ของสวนสาธารณะโมเรนุมะ วาฬจึงขอแนะนำให้ทุกคนเช่าจักรยานบริเวณด้านหน้าสวน จะทำให้เที่ยวชมได้สะดวกขึ้นและช่วยทุนแรงได้เยอะเลยครับ

เปิด: 7.00 – 22.00
การเดินทาง: รถไฟสาย Toho Line ลงสถานี Kanjodori-higashi Station แล้วขึ้น Chuo Bus สาย 69 / 79 ไปลงป้าย Moerenuma koen higashiguchi

12. Maruyama Zoo

สวนสัตว์มารุยามะ: ซัปโปะโระ

มาถึงภูมิภาคที่หนาวที่สุดในญี่ปุ่นทั้งที ก็ต้องแวะมาเยี่ยมเจ้าแห่งสัตว์ในเขตหนาวอย่าง หมีขาวตัวจ้ำม่ำ (Polar bear) ที่อยู่กันเป็นครอบครัวเสียหน่อย บ้านของหมีขาวถือเป็นไฮไลท์ทีเด็ดของสวนสัตว์แห่งนี้ สังเกตได้จากตากล้องชาวญี่ปุ่นจำนวนมากที่มาปักหลักห้อมล้อมเพื่อจะได้ไม่พลาดช็อตเด็ดกันอย่างจดจ่อ ไม่ต่างจากรอถ่ายภาพซุปเปอร์สตาร์คนดังอย่างไรอย่างนั้นเลยครับ

เปิด: 9.00 – 17.00
การเดินทาง: รถไฟสาย Tozai line สถานี Maruyama Koen
ค่าเข้า: 600 เยน

13. Mount Moiwa

ภูเขาโมอิวะ: ซัปโปะโระ

เป็นภูเขาที่อยู่ใกล้ตัวเมืองซัปโปะโระ จากยอดเขาสามารถมองเห็นทัศนียภาพแบบพาโนราม่าได้ทั้งเมือง ที่ว่ากันว่าเป็นมุมที่สวยมากที่สุดแห่งหนึ่งของฮอกไกโด (อาจเป็นรองแค่เพียงจุดชมวิวเมืองฮาโกะดาเตะเท่านั้น) การขึ้นเขาสามารถใช้บริการรถกระเช้าจากสถานีเชิงเขาที่อยู่ทางตอนใต้ของเมือง ด้านบนยังมีแลนด์มาร์คที่สำคัญอย่าง ระฆังแห่งความรัก ซึ่งตั้งอยู่โดดเด่นบริเวณดาดฟ้าของจุดชมวิวรอให้เหล่าคู่รักไปลั่นระฆังกันสักครั้งอีกด้วย

เปิด: 10.00 – 22.00
การเดินทาง: ใช้ Sapporo Streetcar ลงที่สถานี Iriguchi เปลี่ยนไปขึ้นรถ Shuttle bus ที่ป้าย Mt.moiwa แล้วลงที่ป้าย Moiwa Sanroku Station

14. Tanukikoji Shopping Street

ถนนคนเดินทะนุกิ โคจิ: ซัปโปะโระ

ถนนสายช้อปปิ้งที่ยาวถึง 1 กิโลเมตร แบบเดียวกับที่เราพบเจอได้ในแทบทุกเมืองใหญ่ของญี่ปุ่น สำหรับที่นี่ถือเป็นถนนคนเดินที่คึกคักมากที่สุดในฮอกไกโด โดย 2 ข้างทางประกอบไปด้วย ร้านอาหาร และ ร้านค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า, ของที่ระลึก, ขนม, ของเล่น, และสินค้าจำเป็นต่างๆ ให้เลือกซื้อหามากมาย

เปิด: 10.00 – 22.00
การเดินทาง: รถไฟสาย Namboku line สถานี Susukino / Toho line สถานี Susukino ออกทางออก 1 หรือ 2

15. Nanda

บุฟเฟต์อาหารทะเลนันดะ

มาฮอกไกโดทั้งทีก็ต้องกินปูยักษ์ฮอกไกโด และเพื่อความฟินระดับเต็มสิบ จึงไม่มีที่ไหนเหมาะไปกว่า “ร้านนันดะ” อีกแล้ว ร้านนันดะ เป็นบุฟเฟต์ที่เสริฟอาหารทะเลสดๆ(ขาปูยักษ์ ปูขน หอยนานาชนิด ฯลฯ) และวัตถุดิบสำหรับปิ้งย่างชั้นดี ตลอดจน ของหวานและผลไม้ละลานตา ซึ่งมีให้คุณเลือกกินอย่างจุใจแบบไม่อั้นตลอด 90 นาทีเต็ม

เปิด: 17.00 – 22.30
การเดินทาง: รถไฟสาย Namboku line สถานี Susukino หรือ Toho line สถานี Susukino ออกมาแล้วหาตึกชื่อ Cyber City ร้านอยู่ชั้น B2

16. Otaru Canal

คลองโอตารุ

คลองใจกลางเมืองโอตารุ ที่สุดแสนโรแมนติก ในช่วงฤดูร้อน ทางเดินเรียบคลองจะคีกคักไปด้วยผู้คน และนกนางนวลที่มายืนโพสต์ท่าให้เราถ่ายรูปอย่างไม่เคอะเขิน รับรองได้เลยว่าคุณจะรู้สึกผ่อนคลายจนเผลอใช้เวลาดื่มด่ำกับบรรยากาศของคลองแห่งนี้ไปเป็นชั่วโมงได้โดยไม่รู้ตัวเลย

การเดินทาง: JR สถานี Otaru แล้วเดินต่อมาเรื่อยๆจนถึงคลอง

17. Otaru Music Box Museum

พิพิธภัณฑ์และร้านจำหน่ายกล่องดนตรีโอตารุ: โอตารุ

อาคารอิฐแดงหลังนี้ เป็นแหล่งรวมของกล่องดนตรี นานาสีสัน และหลากหลายรูปแบบ ก้าวแรกที่เดินเข้าไปเราจะได้สัมผัสกับโลกแห่งเสียงเพลงจากกล่องดนตรีที่ฟังสบายๆ และทึ่งกับความละลานตาของกล่องดนตรีสุดน่ารักสารพัดแบบที่อยู่ล้อมรอบตัวเรา สำหรับคนที่อยากซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน วาฬขอแนะนำกล่องดนตรีชนิดครีเอทเองที่สามารถเลือกเพลงและรูปแบบของกล่องดนตรีได้

เปิด: 9.00 -18.00
การเดินทาง: JR สถานี Minami Otaru แล้วต่อไปตามเส้นทางนี้เลยครับ
https://goo.gl/maps/M6Tm4z9HVnq

18. Otaru Aquarium

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโอตารุ: โอตารุ

อควาเรียมที่ตั้งอยู่ติดกับทะเลญี่ปุ่น มีความพิเศษอยู่ที่โซนสิงโตทะเล แบบเอาท์ดอร์ ที่เราสามารถซื้อปลาซึ่งมีขายเป็นถัง มาเลี้ยงเจ้าสิงโตทะเลได้ แบบเดียวกับเวลาเจ้าหน้าที่เค้าให้อาหารเลย ส่วนน้องๆจะส่งเสียงดังและทำท่าน่ารักขนาดไหนตอนขออาหารจากเรานั้น อยากให้ทุกคนได้ลองไปสัมผัสกันเองฮะ (มันก็จะมุ้งมิ้งๆ หน่อย) นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆที่น่าสนใจ อย่าง ขบวนพาเหรดเพนกวิน ที่หาชมได้ยากอีกด้วยครับผม

แอบโน้ตไว้นิดนึงว่า ข้าวราดแกงกะหรี่ญี่ปุ่นในอควาเรียมอร่อยดีงามมาก

เปิด: 9.00 -17.00
การเดินทาง: จากสถานี Otaru ขึ้นรถบัส สาย 10 หรือ 11 ที่ป้ายหมายเลข 3 ไปลงป้าย Otaru Aquarium (ป้ายสุดท้าย)

19. Tenguyama

จุดชมวิวบนเขาเท็นงุและสวนชิปมังก์

หากพูดถึงเมืองโอตารุ คนส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงการท่องเที่ยวแต่ในตัวเมือง ซึ่งจริงๆแล้ว เมืองแห่งนี้ยังมีจุดชมวิวที่เห็นทัศนียภาพของเมืองได้สวยงามมากๆ จากบนภูเขาเท็นงุ (Tenguyama ) อีกด้วย ทีเด็ดยิ่งไปกว่านั้น ใกล้ๆกับจุดชมวิว ยังมี สวนชิปมังก์ เล็กๆที่เปิดให้เราสามารถเข้าไปกดตู้กาชาปองที่ใส่อาหารไว้ข้างใน เพื่อนำมาให้กับน้องชิปมังก์ตัวจิ๋ว ซึ่งเค้าจะค่อยๆเดินมากินอาหารจากมือของเราเลยครับ

เปิด: 9:00 – 21:00
การเดินทาง: จากสถานี Otaru ขึ้นรถบัสสาย B Tenguyama Course ที่ป้ายหมายเลข 3 ไป Tenguyama Ropeway

20. Otaru Masazushi

ร้านมาสะซูชิ: โอตารุ

ข้าวปั้นหน้าอาหารทะเล หรือ ซูชิ คือของดีขึ้นชื่อแห่งเมืองโอตารุที่เหล่าผู้มาเยือนไม่ควรพลาด และจากร้านซูชิมากมายในถนน Sushiya Dori วาฬขอเลือกร้านมาสะซูชิมาแนะนำให้ทุกคนครับ ร้านนี้เป็นร้านซูชิระดับตำนาน ที่นอกจากความเก่าแก่แล้ว ยังได้รับการยอมรับด้านรสชาติจากการกวาดรางวัลมาหลายสำนัก จนเป็นที่ยอมรับของนักชิมทั่วทั้งญี่ปุ่น

สำหรับใครที่ตัดสินใจเลือกเมนูซูชิไม่ออก ให้สั่งเป็นเซ็ตที่มีให้เลือกหลายแบบในราคาที่คุ้มค่ากว่า วาฬการันตีในความสด สะอาดและอร่อยแบบพรีเมี่ยมในราคาที่สมเหตุสมผลมากๆฮะ

เปิด: 11.00 – 22.00
การเดินทาง: เริ่มต้นจากสถานี Otaru แล้วเดินไปตามเส้นทางนี่เลยครับ
https://goo.gl/maps/9pBWLd46bUs

21. Noboribetsu Marine Park Nixe

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโนโบริเบทสึ มารีน พาร์ค นิกซ์: โนโบริเบทสึ

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำและสวนสนุกแห่งเมืองโนโบริเบทสึ มีจุดเด่นอยู่ที่ปราสาทอิฐสีแดงที่สร้างจำลองแบบมาจากปราสาทในเทพนิยายสไตล์ยุโรป ภายในเป็นส่วนจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำนานาชนิด ด้านนอกปราสาท ยังมีลูกเล่นที่น่ารักมากๆ อย่างโซนแมวน้ำ ซึ่งออกแบบให้มีวงล้อกระจกต่อขึ้นมาจากสระของ น้องแมวน้ำ ที่หากเรารอเวลาดีๆ น้องๆ จะว่ายน้ำขึ้นไปอยู่ในวงล้อนั้น เหมือนกับว่าเค้ากำลังแหวกว่ายอยู่กลางอากาศ หรือบางครั้งก็ลอยตัวนิ่งๆ รอให้เรามาเก็บภาพกลับไปถือเป็นความประทับใจที่ไม่เหมือนใครอย่างแน่นอนครับผม

เปิด: 9.00 – 17.00
การเดินทาง: จากสถานี Noboribetsu เราจะมองเห็นปราสาทแบบยุโรปใหญ่ๆ นั่นละคือที่นี่เลยเดินตามไปเลยครับ ระยะทางประมาณ300-400 เมตร
ค่าเข้า: 1250 เยน

22. Noboribetsu Bear park

ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์หมีโนโบริเบทสึ

ที่นี่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมหมีสีน้ำตาล สัตว์ท้องถิ่นที่สำคัญของฮอกไกโด หากใครคิดว่า ตัวเองรู้จักหมีดีอยู่แล้ว และคิดว่าเจ้าหมีสีน้ำตาลที่ฮอกไกโดนี่ ก็คงคล้ายๆกับหมีในสวนสัตว์บ้านเรา ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่!! นั่นแสดงว่า คุณกำลังคิดผิดมหันต์!!! เพราะน้องหมีสีน้ำตาลแห่งฮอกไกโด นี่ตัวจริงของเค้าใหญ่โตและแข็งแรงมาก มากแบบมากจริงๆ อยากให้ทุกคนได้มาเห็นเอง หากใครอยากเห็นมุมน่ารักๆบ้าง สามารถลองซื้ออาหารหมีให้น้องๆได้ รับรองได้เห็นท่ายากผิดกับรูปร่างหน้าตาแน่นอน 555

เปิด: 8.30 – 16.00 น.
การเดินทาง: จากหน้าสถานี Noboribetsu ขึ้น Donan Bus สาย NA หรือ ND ลงที่ป้ายหมายเลข N12 Central Noboribetsu-Onsen แล้วเดินขึ้นไปฝั่งตรงกันข้ามเพื่อซื้อตั๋วนั่งกระเช้าขึ้นไปสวนหมี
ค่าเข้า: 2592 เยน รวมค่า ropeway

23. Jigokudani Hell Valley

หุบเขานรกจิโกคุดานิ: โนโบริเบทสึ

เป็นหุบเขาที่เกิดขึ้นหลังการปะทุของภูเขาไฟ จนกลายเป็นแหล่งกำเนิดน้ำร้อนและออนเซนที่ใช้กันทั่วทุกแห่งในเมืองโนโบริเบทสึ แม้ชื่อเรียกจะฟังดูน่ากลัว แต่ทว่ากลับแฝงไปด้วยแรงดึงดูดให้น่าค้นหา ทัศนียภาพโดยรอบเสมือนกับได้ผ่านการเจียระไนจากธรรมชาติมาอย่างพิถีพิถัน ทำให้ภาพที่ปรากฎตรงหน้าทุกคนที่ได้ไปเยือน คือความงดงามระดับอลังการอย่างแท้จริง

ในช่วงฤดูร้อนแบบนี้ (เดือน มิถุนายน – สิงหาคม) หุบเขานรกจิโกคุดานิ จะมีเทศกาล Onibi no Michi (Demon’s Fire Trail) เป็นการประดับไฟตามทางเดิน, การแสดงดอกไม้ไฟที่สวยงาม และ การแสดงของยักษ์ที่คอยรักษาเมืองแห่งนี้ โดยจัดขึ้นในเวลาหัวค่ำของทุกๆวัน

เปิด: สามารถมาได้ตลอดเวลา
การเดินทาง: จากหน้าสถานี Noboribetsu ขึ้น Donan Bus สาย NA / ND ลงที่ป้ายหมายเลข N13 Daiichi Takimotokan แล้วเดินต่อไปตามป้ายบอกทาง

24. Lake Toya

ทะลเสาบโทยะ: โทยะ

ทะเลสาบขนาดใหญ่ ที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟอุสุ (Mount Usu ภูเขาที่ยังคุกกรุ่นอยู่ในปัจจุบัน) มีความพิเศษคือน้ำในทะเลสาบจะไม่แข็งตัวในฤดูหนาว แตกต่างจากทะเลสาบอื่นๆในฮอกไกโด นอกจากนี้ ยังมี ภูเขาไฟโยเท (Mount Yotei) ที่บริเวณยอดถูกปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี และมีความงดงามมาก จนได้รับขนานนามว่าเป็น “ฟูจิแห่งฮอกไกโด” ทำหน้าที่เป็นฉากหลังให้กับทะเลสาบโทยะ ในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งจะกลายเป็นภาพที่สวยสุดยอดมากๆครับ

กิจกรรมอื่นๆ ที่วาฬแนะนำเลยคือ การล่องเรือชมทะเลสาบ และ แวะเดินเล่นชมธรรมชาติบนเกาะนากาจิมะ (ปิดในช่วงฤดูหนาว) พิเศษสุดๆ สำหรับช่วงหน้าร้อนไปจนถึงราวเดือนตุลาคม ที่ทะเลสาบจะมีการแสดงพลุไฟและแสงสี สวยงามมากๆอีกด้วยนะครับ

เปิด: ตลอดเวลา
การเดินทาง: จาก JR สถานี Toya ขึ้นรถ Donan Bus ที่ป้าย Toya Ekimae ไปลงป้าย Toyako Onsen
ค่าขึ้นเรือ: 1320 เยน มีเรือทุก 30 นาที แต่ช่วงเดือน พ.ย. ถึง เม.ย. จะมีเรือออกทุก 1 ชั่วโมง 1 รอบใช้เวลา 50 นาที

25. Kanemori Red Brick Warehouse

โกดังอิฐสีแดงคาเนะโมริ: ฮาโกะดาเตะ

โกดังสินค้าอิฐสีแดงที่มีอายุเก่าแก่ ได้ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นร้านค้า (ขนมหวาน, ของที่ระลึก, เสื้อผ้า), ร้านอาหาร, โรงเบียร์ ถือเป็นแลนด์มาร์คของฮาโกะดาเตะ ที่ผู้เยือนทุกคนห้ามพลาด โดยเฉพาะสำหรับ สายถ่ายรูป สายโซเชี่ยล เพราะมีมุมถ่ายรูปสวยๆเยอะมาก ทุกคนจะหมดเวลาทั้งวันกับการเลือกมุมสุดฮิป ที่วาฬรับประกันความฟินอย่างแน่นอนครับ

เปิด: 9.00 – 19.00 น.
การเดินทาง: รถรางสาย 2 / 5 ลงสถานี Jujikai

26. Goryokaku Tower

หอคอยโกะเรียวคะคุ

หอคอยประจำเมืองฮาโกะดาเตะ ที่มีความสูงถึง  107 เมตร ด้านบนเป็นจุดชมวิวเพียงแห่งเดียว ที่จะสามารถมองเห็นทัศนียภาพของ สวนโกะเรียวคะคุุ ซึ่งมีรูปร่างเป็น “ดาว  5 แฉก” ได้อย่างเต็มตา และสมบูรณ์แบบที่สุด อีกหนึ่งความพิเศษสำหรับ ใครที่มาเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งซากุระกำลังเบ่งบานเต็มพื้นที่ของสวนโกะเรียวคะคุุ แล้วล่ะก็ จะได้เห็นดาว 5 แฉกนี้ เปลี่ยนเป็นสีชมพูทั้งดวง สวยงาม ๆ เลยครับ

เปิด: 8.00 – 19.00
การเดินทาง: รถรางสาย 2 หรือ 5 ลงสถานี goryokaku koen mae

27. Hachiman Zaka

เนินฮาจิมัง: ฮาโกะดาเตะ

เนินที่สามารถมองลงไปเห็นวิวของอ่าวและท่าเรือด้านล่างได้อย่างชัดเจน เป็นโลเคชั่นสวยๆที่นิยมถ่ายทำหนังและละครญี่ปุ่น ใครที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวฮาโกะดาเตะ อย่าลืมแวะมาถ่ายรูปชิคๆกันที่เนินฮาจิมังนะครับ

การเดินทาง:ใช้รถรางสาย 5 ลงที่สถานี Suehiro-Cho แล้วเปิดกูเกิ้ลแมพตามนี้เพื่อเดินต่อ
https://goo.gl/maps/dFYR17VLFHE2

28. Mt. Hakodate

จุดชมวิวภูเขาฮาโกะดาเตะ

ภาพของเมืองฮาโกะดาเตะที่มีทะเลขนาบสองฝั่ง กลายเป็นจุดชมวิวที่ได้รับการยอมรับว่าสวยงามติดอันดับโลก วาฬมีปีกแนะนำว่า ควรค่าแก่การปักหลักรอชมตั้งแต่ช่วงเย็น จากท้องฟ้าสีฟ้าค่อยๆเปลี่ยน เป็นสีส้มอมชมพู จนกระทั่งตกกลางคืน ที่แม้ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่ภาพตรงหน้ากลับยังคงสว่างไสวเพราะทดแทนด้วยแสงไฟจากทั่วทั้งเมือง เป็นอะไรที่งดงามเกินคำบรรยายจริงๆ อยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสด้วยตาตัวเองสักครั้งนะครับ

เปิด: 10.00 – 22.00
การเดินทาง: รถรางสาย 2 หรือ 5 ลงสถานี Jujikai แล้วเดินขึ้นตามเนินไปเรื่อยๆ จนถึงสถานี Ropeway
ค่าเข้า: Ropeway 1200 เยน ไปกลับ

ใครสนใจขับรถเที่ยวสามารถจองรถได้ที่นี่เลยครับ เป็นเว็บจองรถที่มีภาษาไทยด้วย จองง่าย ๆ เลย

https://www2.tocoo.jp/th?asp_id=908

และมีคูปองส่วนลด 1,000 เยน สำหรับใครที่จองด้วยครับ Coupon: H0Q4VB