Hokkaido: เที่ยวแบบอันซีนที่ฮอกไกโดตอนเหนือ

ฮอกไกโด

16 Places to Go in North Hokkaido

16 สถานที่ที่ต้องไปในฮอกไกโดตอนเหนือ

ชื่อของ ฮอกไกโด นั้น ย่อมเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว ทั้งในหมู่นักเดินทาง และแฟนคลับของประเทศญี่ปุ่นทุกคน ด้วยภาพจำที่ชัดเจน และความเป็นที่สุดในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น อาหารทะเล, ธรรมชาติ, ท้องทุ่งนา, แปลงดอกไม้, เทศกาลน้ำแข็ง, ลานสกี ไปจนถึง หมีสีน้ำตาล โดยเราสามารถเข้าถึงไฮไลท์เหล่านี้ได้ง่าย ๆ ด้วยการท่องเที่ยวไปตามเมืองหลัก อย่าง ซัปโปโร, บิเอะ, ฟุราโนะ, ฮาโกดาเตะ หรือ โนโบริเบทสึ นั่นเองครับ (วาฬเคยทำรีวิวเมืองหลักของฮอกไกโดไว้แล้ว ใครที่ยังไม่ได้อ่าน คลิ๊กที่นี่ได้เลยคร้าบ >> https://bit.ly/2PAz0pL )

แต่สำหรับใครที่เคยไปเที่ยวมาแล้ว ก็อย่าเพิ่งเบื่อไปก่อนนะครับ เพราะรีวิวนี้วาฬจะพาทุกคนไปเที่ยว ฮอกไกโด  ในเวอร์ชั่นอันซีนแบบสุด ๆ กันที่ “ฮอกไกโดตอนเหนือ” (North Hokkaido: Dohoku Area) รับรองได้ว่าตอบโจทย์ ทั้งคนที่เคยไปมาแล้ว และยังไม่เคยไป โดยเฉพาะใครที่กำลังหาที่เช็คอินใหม่ ๆ แบบไม่ซ้ำใคร ในเลเวลที่ พอลงรูปแล้ว ต้องมีคนมาคอมเม้นต์ถามว่า ที่นี่ที่ไหน? ญี่ปุ่นมีแบบนี้ด้วยหรอ? ต้องห้ามพลาดอย่างยิ่งเลยครับผม

หากเปรียบเทียบเป็นสีสัน เมืองท่องเที่ยวหลักของ ฮอกไกโด น่าจะเป็น สีที่ฉูดฉาด แลดูเจิดจ้า ในขณะที่ ฮอกไกโดตอนเหนือ คงจะเป็น สีที่เรียบง่ายกว่านั้น มีความคุมโทน แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่น่าค้นหา จากส่วนผสมอันลงตัว ระหว่าง ทิวทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร อาหารพื้นถิ่นที่อร่อย แลนด์สเคป และสถาปัตยกรรมที่ดูสวยงามแปลกตา ตลอดจน กิจกรรมแอดเวนเจอร์เชิงธรรมชาติ ที่สนุกตื่นเต้น และน่าประทับใจเป็นอย่างมาก นั่นเองครับบบ

ทริปนี้วาฬเลือกมาเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งตรงกับระยะที่ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีพอดี ถึงแม้ว่าจะต้องเจอกับฝนตกเยอะหน่อยก็ตาม แต่ก็ถือว่า ได้ภาพที่สวยงามคุ้มค่ามาก ๆ และยังสะดวกสบายกว่าการเที่ยวในช่วงฤดูหนาว ที่มีหิมะสะสมหนาแน่นในหลายพื้นที่ ซึ่งจะกระทบต่อการเดินทางค่อนข้างมากอีกด้วยครับ

จากสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย วาฬคัดเลือกมาแนะนำทั้งหมด 16 แห่งครับ โดยเรียงลำดับ ตั้งแต่ที่เที่ยวในเมืองที่อยู่เหนือสุด ไล่ลงใต้ มาเรื่อย ๆ จนถึงเมืองหลวงอย่าง ซัปโปโร (Sapporo) ที่อยู่ทางตอนกลางของฮอกไกโดพอดี ทริปนี้ วาฬใช้เวลา 5 วัน 4 คืน ในการเก็บทั้งหมดแบบสบาย ๆ ครับ และเลือกใช้วิธีเช่ารถขับ ซึ่งเป็นการเดินทางที่สะดวก และเป็นที่นิยมมากที่สุด ในฮอกไกโดนั่นเอง สำหรับลำดับเมืองและสถานที่ในแต่ละวัน มีดังต่อไปนี้ครับผม

วันที่ 1 เมืองวัคคะไน

แหลมโซยะ

1. Cape Soya, Wakkanai

แหลมโซยะ, วัคคะไน

ในบรรดาสถานที่ท่องเที่ยวสายธรรมชาติ ที่มีอยู่มากมายในฮอกไกโด ชื่อของ “แหลมโซยะ” อาจจะยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก บวกกับการเดินทางที่ค่อนข้างไกลเมื่อเทียบกับจุดอื่น ๆ จึงทำให้สถานที่แห่งนี้ถูกมองข้ามไปในสายตาของนักท่องเที่ยวชาวไทย รีวิวนี้จึงเป็นความตั้งใจของวาฬที่จะแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับแหลมโซยะกันให้มากขึ้น ทั้งในด้านข้อมูล และด้านความสวยงาม เผื่อเป็นตัวเลือกที่ดี สำหรับทริปฮอกไกโดครั้งต่อไปของทุกคนนะครับ

แหลมโซยะ (Cape Soya) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองวัคคะไน (Wakkanai) จังหวัด ฮอกไกโด ถือเป็นจุดเหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น (นับเฉพาะจากแผ่นดินของเกาะหลักทั้ง 4) ในวันที่อากาศแจ่มใส จากบริเวณชายฝั่ง เราสามารถมองเห็น เกาะซาฮาลิน (Sakhalin) เกาะที่ใหญ่ที่สุดของประเทศรัสเซียได้อีกด้วยครับ

สำหรับไฮไลท์ของแหลมโซยะ ที่ทุกคนต้องไปถ่ายรูปคู่ให้ได้เลย ก็คือ “Monument of The Northernmost Point of Japan” หรือ สัญลักษณ์ทรงสามเหลี่ยม ที่เป็นเครื่องหมายแสดงว่าเราได้เดินทางมาถึง สุดเขตทางทิศเหนือของประเทศญี่ปุ่นอย่างแท้จริงแล้วนั่นเอง

นอกจากนี้ บริเวณรอบ ๆ ของแหลมโซยะ ยังมีบรรยากาศที่สงบ สวยงาม และชิลล์ไปอีกครับ เหมาะแก่การเดินถ่ายรูปเล่น และพักผ่อนในวันสบาย ๆ อีกทั้ง ยังมี อนุสาวรีย์ และสิ่งปลูกสร้างที่สำคัญอีกมากมาย ให้ได้ลองเดินสำรวจกันดู ใครที่สนใจเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ต้องห้ามพลาดเลยครับ

ที่อยู่: Soya-misaki, Wakkanai-shi, Hokkaido
การเดินทาง: ขึ้นรถบัสจากสถานี Wakkanai ( ปลายทาง Hamatonbetsu/Otoineppu ) รถออกทุก 2 ชั่วโมง ใช้เวลาประมาณ 50 นาที
(ตรวจสอบรอบรถที่ http://www.soyabus.co.jp/en/teikan/souyacape)
เปิด: ตลอดเวลา
พิกัด: https://goo.gl/maps/pAkufCUvU7P2
เว็บไซต์: http://www.welcome.wakkanai.hokkaido.jp/archives/listings/saihokutan


2. Mamiyado, Wakkanai

ร้านมะมิยะโดะ, วัคคะไน

สุดยอดร้านราเม็ง ที่ได้รับการยอมรับจากนักชิมทั่วทั้งฮอกไกโด ว่าเป็นร้านที่อร่อยที่สุดของเมืองวัคคะไน แถมยังตั้งอยู่ที่ บริเวณจุดชมวิวสุดเขตแดนทางเหนือของประเทศญี่ปุ่น ทำให้สอดคล้องกับประโยคติดปากของคนญี่ปุ่น ที่ว่ากันว่า ยิ่งขึ้นไปเหนือมากเท่าไหร่ ราเม็งก็จะยิ่งอร่อยมากขึ้นเท่านั้น อีกด้วยครับ โดยเมนูขึ้นชื่อของทางร้าน ก็คือ ราเม็งหอยเชลล์ตในซุปชิโอะ หรือ ซุปเกลือ อันขึ้นชื่อของฮอกไกโด ตัวน้ำซุปมีความใส มีกลิ่นหอม และมีรสชาติกลมกล่อม เข้ากันกับเนื้อหวาน ๆ ของหอยเชลล์ตัวโต ๆ ได้เป็นอย่างดีเลยครับ

NOTE: ร้านมะมิยะโดะ จะเปิดระหว่างช่วงเดือน เมษายน – ตุลาคม ของทุกปี เท่านั้นนะครับ ใครที่ตั้งใจตามรอยวาฬมาชิม ต้องเช็คช่วงเวลาเดินทางให้ดีด้วยน้า

พิกัด: https://goo.gl/maps/VuNGrgXZYu52
เวลา: 10.00 – 17.00
การเดินทาง: ขึ้นรถบัสจากสถานี Wakkanai ( ปลายทาง Hamatonbetsu/Otoineppu ) รถออกทุก 2 ชั่วโมง ใช้เวลาประมาณ 50 นาที


Cape Noshappu

3. Cape Noshappu, Wakkanai

แหลมโนชัปปุ, วัคคะไน

วาฬยังคงอยู่ที่ฮอกไกโดครับ ถัดจากแหลมโซยะ (Cape Soya) เรามาต่อกันที่ แหลมโนชัปปุ ซึ่งใกล้กับตัวเมืองวักกาไนมากกว่า ที่นี่เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามที่สุดในวัคคะไนเลยครับ โดยเฉพาะในวันที่อากาศแจ่มใส นอกจากทัศนียภาพอันน่าประทับใจแล้ว เรายังสามารถมองเห็นไปได้ไกลถึงภูเขาริชิริ (Mount Rishiri), เกาะเระบุน (Rebun) รวมไปถึง เกาะซาฮาลิน (Sakhalin) ของประเทศรัสเซีย อีกด้วยนั่นเองครับ

อีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่ ก็คือ รูปปั้นโลมา สัญลักษณ์ของแหลมโนชัปปุ ที่ใครมาถึงแล้ว เป็นต้องได้ภาพคู่ติดไม้ติดมือกลับไปทุกราย ไม่ว่ายังไงก็ห้ามพลาดกันนะคร้าบ 

น่าเสียที่รอบนี้มาแล้วอากาศไม่เป็นใจทำให้ไม่สามารถเก็บรุปพระอาทิตย์ตกดินได้

ที่อยู่: Nosappu, Nemuro Hokkaido 087-0165
การเดินทาง: จากสถานี JR Wakkanai ขึ้นบัส (ปลายทาง Cape Noshappu/Fujimi or Sakanoshita (via Noshappu)) ไปลงป้าย Cape Noshappu รถออกทุก 15 – 20 นาที ใช้เวลาประมาณ 15 นาที 
(ตรวจสอบรอบรถที่ http://www.soyabus.co.jp/en/teikan/noshappucape)
เปิด: ตลอดเวลา
พิกัด: https://goo.gl/maps/k7WBPwuGDrk 
เว็บไซต์: https://good-hokkaido.info/en/cape-noshappu/

4. Northern Breakwater Dome, Wakkanai

โดมแนวกั้นคลื่นฝั่งเหนือ, วัคคะไน

โดมแบบครึ่งวงแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นแนวกำแพงสำหรับป้องกันคลื่นและลม ที่มีความสูง 13 เมตร และมีความยาวมากถึง 427 เมตร ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่พอสมควรเลยครับ จุดเด่นอยู่ที่โครงสร้างและเสาแบบโรมันโบราณที่ดูแปลกตาในญี่ปุ่น ด้วยเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครนี้เอง จึงมักถูกใช้เป็นโลเคชั่นถ่ายทำโฆษณา และภาพยนตร์อยู่บ่อย ๆ ปัจจุบันกลายเป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนวักกาไนไปแล้วครับ

ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการถ่ายภาพ: ควรเป็นช่วงเช้า หรือไม่ก็ช่วงบ่ายแก่ ๆ ให้มีแสงแดดลอดเข้ามากำลังดี ภายในโดมจะสวยมาก ๆ ครับ

ที่อยู่: Kaiun, Wakkanai-shi, Hokkaidō 
พิกัด: https://goo.gl/maps/G5CeaoAbLRG2
การเดินทาง: จากสถานี Sapporo โดยสารรถไฟ JR ขบวน Ltd.Exp.Soya มายังสถานี Wakkanai ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง จากหน้าสถานีสามารถเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที 
เวลา: ตลอดเวลา
เว็บไซต์: http://www.hokkaidolikers.com/en/articles/1031


วันที่ 2 เมืองวัคคะไน, เทะชิโอะ, บิฟุคะ

5. Old Seto’s house, Wakkanai

คฤหาสน์เก่าของเซโทะ, วัคคะไน

ในอดีตเมืองวัคคะไนนั้น เคยเป็นทั้งเมืองท่าที่สำคัญ และยังเป็นศูนย์กลางของการทำประมงที่คึกคักมากที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นอีกด้วย แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป โดยเฉพาะหลังการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงว่าด้วย เขตน่านน้ำสากล จนทำให้ทะเลอาณาเขตของญี่ปุ่นมีหน้าตาที่เปลี่ยนไป เมืองวักกาไนก็ค่อย ๆ เงียบเหงาลง ในขณะที่จุดยุทธศาสตร์ด้านการค้าได้ย้ายไปยังเมืองอื่น ๆ แทน

ดังนั้น คฤหาสน์เก่าหลังนี้ ในฐานะมรดกจากยุคเฟื่องฟู จึงทำหน้าที่ เป็นเสมือนตัวแทน ในการบอกเล่าเรื่องราวแห่งวันวานอันรุ่งเรืองของวักกาไน ได้เป็นอย่างดีนั่นเองครับ จริง ๆ แล้ว คฤหาสน์เก่าของเซโทะ เป็นบ้านของเศรษฐีหัวหน้าชาวประมง นามว่า เซโทะ สึเนะโซ (Seto Tsunezo) ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ของเมืองวัคคะไน และยังได้รับ การขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติของญี่ปุ่น (National Treasure) อีกด้วยครับผม

NOTE: นอกจาก การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์แล้ว ที่นี่ยังมี กิจกรรมสอนชงชาแบบดั้งเดิม ในบรรยากาศของบ้านเศรษฐีญี่ปุ่นสมัยโชวะ ให้ได้ลอง สามารถติดต่อได้ที่เคาเตอร์ภายในคฤหาสน์ครับ

พิกัด: https://goo.gl/maps/EXbRNsZD22z
เวลา: 10.00 – 18.00
การเดินทาง: จากสถานี Sapporo โดยสารรถไฟ JR ขบวน Ltd.Exp.Soya มายังสถานี Wakkanai ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง จากนั้นใช้เวลาประมาณ 5 นาที เดินจากสถานีถึงที่คฤหาสน์
Old Seto's house

6. Teshio Onsen Yubae

เทะชิโอะ ออนเซ็น ยูบาเอะ

เทะชิโอะ ออนเซ็น ยูบาเอะ เป็นทั้งโรงแรม บ่อออนเซ็นสาธารณะ และ สถานที่จัดแคมปิ้งยอดนิยม ที่มีวิวของทะเลญี่ปุ่น (Sea of Japan) เป็นฉากหลัง นอกจากนี้ ยังมี อาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อ อย่าง ราเม็งหอยทราย หรือ หอยชิจิมิ (Shijimi) ที่แม้ว่า วัตถุดิบหลักอย่าง เจ้าหอยทรายตัวเล็ก ๆ เหล่านี้ จะดูเป็นที่คุ้นเคย และเมนูก็แสนจะเรียบง่าย แต่วาฬบอกได้คำเดียวครับว่า “อร่อย !” คือ รสชาติกลมกล่อมมาก ๆ ครับ หอยทรายก็ใส่มาให้แบบแน่นชามเลย ใครที่ผ่านมาเส้นทางนี้อย่าลืมแวะมาชิมกันนะคร้าบ

NOTE: ทางร้านมี 2 ซุปให้เลือกนะครับ ระหว่าง ซุปชิโอะ (เกลือ) กับ โชยุ (ซีอิ๊ว) ฮะ

พิกัด: https://goo.gl/maps/Dsa7BWNgjtj
เวลา: 11.00 – 21.00
การเดินทาง: จากสถานี Sapporo โดยสารรถไฟ JR ขบวน Ltd.Exp.Soya มายังสถานี Wakkanai ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง แนะนำว่าการมาที่นี่ให้ขับรถจะเป็นวิธีที่สะดวกที่สุดจาก Wakkanai มาที่นี่ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เหมาะสำหรับแวะทานช้าวกลางวันระหว่างทริปไปเมืองต่อไป
Teshio Onsen Yubae

7. Torokko Kingdom Bifuka, Bifuka

รถรางโยกแห่งเมืองบิฟุคะ, บิฟุคะ

รางรถไฟเก่าที่เคยถูกใช้จริงในอดีต ถูกเปลี่ยนมาเป็น เส้นทางสำหรับรถรางโยก คันจิ๋ว สายสั้น ๆ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ การนั่งและขับ รถรางแบบติดตั้งเครื่องยนต์ แล่นผ่านอุโมงป่าไม้ชิราคาบะ (Shirakaba) ที่ช่วยเติมความรู้สึกสดชื่นได้เป็นอย่างดี จุดเด่นคือ ทั้งตัวสถานี ไฟสัญญาณเตือน ตลอดจน ไม้กั้นนั้น ล้วนเป็นของเก่าที่ใช้มาตลอด ตั้งแต่สมัยที่ยังมีรถไฟวิ่งอยู่จริง ๆ นั่นเองครับ

ตลอดระยะทาง 5 กิโลเมตร (ไป-กลับ 10 กิโลเมตร) นั้น เราจะถูกโอบล้อมไปด้วยบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติมาก ๆ สำหรับวาฬแล้ว เป็นอะไรที่แปลกใหม่ดีครับ ใครที่เบื่อหน่ายความจำเจ และอยากลองอะไรที่แตกต่าง แถมยังอันซีนมาก ๆ ในฮอกไกโดอีกด้วยล่ะก็ ต้องชอบแน่ ๆ ครับผม

ที่อยู่: Niufu, Bifuka-cho, Nakagawa-gun
พิกัด: https://goo.gl/maps/Shq1nQywfNq
การเดินทาง: จากสถานี Sapporo โดยสารรถไฟ JR ขบวน Ltd.Exp.Soya ปลายทาง Wakkanai ลงที่สถานี Bifuka 
จากนั้นนั่งรถบัสจากสถานี Bifuka (Meishi Bus ปลายทาง Niupu Machiaijo (仁宇布待合所)) ลงที่ป้ายสุดท้ายและเดินต่ออีกประมาณ 3 นาที
เวลา: 9.00 – 16.00 (17:00 เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม)
เว็บไซต์: http://www.ekinavi-net.jp/hokkaido/kamikawa/sights/torokko.html

Torokko Kingdom Bifuka


วันที่ 3 เมืองนะโยะโระ, รุโมะอิ

8. ECOATHLON, Naroyo 

กิจกรรมแอดเวนเจอร์, นะโยะโระ

ใครที่ชื่นชอบกิจกรรมแอดเวนเจอร์ จะต้องตกหลุมรักเมืองนะโยะโระ (Naroyo) เพราะที่นี่เป็นมากกว่าแหล่งรวมกิจกรรมผจญภัยทั่ว ๆ ไป แต่เน้นไปที่กิจกรรมแอดเวนเจอร์แนวธรรมชาติ (เขาจะใช้คำว่า ECOATHLON) ไม่ว่าจะเป็น การพายเรือแคนู, การปั่นจักรยาน ไปจนถึง การเดินป่า โดยมีไฮไลท์อยู่ที่ความสวยงามของวิวทิวทัศน์ ที่ยังคงความดั้งเดิมของธรรมชาติไว้อยู่มาก และแทบจะไม่ถูกเจือปนด้วยความเป็นสมัยใหม่ใด ๆ เลย ตามวาฬมาสูดหายใจเติมอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด แล้วสนุกไปกับโปรแกรมต่าง ๆ ของเมืองนะโยะโระกันครับ

โดยในครั้งนี้ ขอเลือก 2 กิจกรรม สั้น ๆ ที่สามารถเข้าร่วมได้ภายในเวลา 4 – 5 ชั่วโมง มาแนะนำกับทุกคนฮะ เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาน้อย หรือไม่ได้มาค้างคืน (แต่หากมีเวลาเยอะ ก็ไม่ต้องรีบนะคร้าบ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมเลยฮะ) ดังต่อไปนี้ครับ

1.การปั่นจักรยาน ชมเส้นทางธรรมชาติ ทุ่งหญ้า ป่าไม้ และบ้านแบบชนบทญี่ปุ่นของเมืองนะโยะโระ โดยเริ่มต้นที่ การเช่าจักรยานจากศูนย์บริการ ที่อยู่ติดกับสถานีรถไฟ ในราคา 1,500 เยน ต่อ 1 วัน โดยมีความพิเศษเพิ่มเติมก็คือ หากเราซื้อของกินในเมือง ยังสามารถเก็บใบเสร็จ เพื่อนำมาใช้เป็นส่วนลดสำหรับค่าเช่าจักรยาน ได้สูงสุดถึง 1,000 เยน อีกด้วยครับ

2.การพายเรือแคนู ล่องแม่น้ำนะโยะโระ และเทะชิโอะ (Teshio River) อันนี้คือ ดีงามมากครับ บรรยากาศที่อยู่รอบตัววาฬ คือสวยงามจริง ๆ ตลอดระยะทาง 5 กิโลเมตร (สำหรับคอร์สระยะสั้นที่สุด) จะแวดล้อมไปด้วยทิวทัศน์ที่มีเอกลักษณ์ แตกต่างกันไปในแต่ละฤดู โดยช่วงที่คนเยอะที่สุด คือ เดินกรกฎาคมที่เป็นหน้าร้อนครับผม

น่าเสียดายที่ตอนไปเที่ยว ฝนตกหนักพอดี ไม่อย่างนั้น เรามีโอกาสจะได้เห็นสัตว์ป่าพื้นถิ่นของฮอกไกโด ไม่ว่าจะเป็น สุนัขจิ้งจอก กวางป่า ไม่จนถึง หมี ออกมาหาอาหารกินกันด้วยนะครับ (ช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม จะเหมาะสมที่สุดในการมาพบเจอน้องสัตว์ต่าง ๆ ครับ)

NOTE: การพายเรือแคนู ต้องเตรียมรองเท้ากีฬา และเสื้อที่สามารถเปียกได้ ตลอดจน เคลื่อนไหวได้ง่าย มาเข้าร่วมเองด้วยนะครับ

พิกัด: https://goo.gl/maps/MKkCbZ6mF2G2
การเดินทาง: จากสถานี Sapporo โดยสารรถไฟ JR ขบวน Ltd.Exp.Soya ปลายทาง Wakkanai ลงสถานี Nayoro ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง
การจอง: เช่าจักรยานสามารถจองได้ที่ศูนย์ท่องเที่ยว ออกจากสถานีมาศูนย์อยู่ทางด้านซ้ายมือ
การจองเรือแคนูสามารถส่งความต้องการไปที่ E-mail: canoe.hccc@gmail.com หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://mint.hokkai.net/~hccc/dt01eigo
ECOATHLON

9. Umi No Furusato Kan, Rumoi

ศูนย์การเรียนรู้ท้องถิ่นเมืองรุโมะอิ, รุโมะอิ

บริเวณ “ศูนย์การเรียนรู้ท้องถิ่นเมืองรุโมะอิ” (Umi No Furusato Kan) แห่งเมือง รุโมะอิ (Rumoi) นั้น มีบริการ ซีฟู้ดปิ้งย่างบาร์บีคิว ณ จุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่ขอบฟ้าของทะเลญี่ปุ่น (Sea of Japan) ซึ่งสวยงามมาก ๆ ด้วยครับ โดยใครที่สนใจจะต้องจองล่วงหน้าผ่านทาง E-mail ของทางศูนย์ เพื่อให้เขาเตรียมอุปกรณ์ และวัตถุดิบต่าง ๆ ล่วงหน้า ไว้ให้เรานั่นเอง กิจกรรมนี้เหมาะมาก ๆ สำหรับการแวะพักของ Road Trip ระหว่าง เมืองวักกาไน (Wakkanai) กับ ซัปโปโระ (Sapporo) ครับผม

พิกัด: https://goo.gl/maps/3GM7DbrqtSC2
การเดินทาง: จากสถานี Sapporo นั่งรถไฟ JR ขบวน Lilac – Kamui ปลายทาง Asahikawa ลงที่สถานี Fukagawa แล้วเปลี่ยนขบวนเป็น JR สาย Rumoi ลงสถานี Rumoi จากนั้นเดินไปยังศูนย์ใช้เวลาประมาณ 20 นาที 
การจอง: สามารถแจ้งจำนวนคนและเวลาได้ที่ Kaito@rumoi-rasisa.jp 
ราคา: อาหารเครื่องดื่มครบเซตคนละ 5,000 เยน
เวลา: 17.00 – 21.00 (เปิดเฉพาะช่วงหน้าร้อนเดือนมิถุนายน – กันยายน)

Umi No Furusato Kan


วันที่ 4 เมืองมะชิเคะ

10. Kunimare Sake Brewary, Mashike

โรงกลั่นเหล้าสาเกเก่าแก่ คุนิมาเระ, มะชิเคะ

โรงกลั่นเหล้าสาเกเก่าแก่ คุนิมาเระ (Kunimare Sake Brewary) มีอายุรวมกว่า 100 ปี และเป็นเจ้าแรกในฮอกไกโดอีกด้วยรสชาติเหล้าสาเกของคุนิมาเระนั้น ได้รับการการันตีถึงความยอดเยี่ยม จากรางวัลมากมาย ถือเป็นหนึ่งในเหล้าสาเกที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นเลยครับ

คุนิมาเระ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมกระบวนการผลิต ในบรรยากาศของอาคารโรงกลั่นแบบดั้งเดิม ที่ยังคงอนุรักษ์เอาไว้ได้เป็นอย่างดี การเที่ยวชมในครั้งนี้ ทำให้วาฬได้รู้ว่า การหมักเหล้าสาเกเพื่อให้ได้รสชาติที่ดีนั้น เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และเต็ม

ไปด้วยรายละเอียดที่ต้องอาศัยความพิถีพิถันอย่างแท้จริง สุดยอดมาก ๆ เลยครับ

พิกัด: https://goo.gl/maps/i3PXNFUECrw
การเดินทาง: จากสถานี Sapporo นั่งสาย Super Kamui ปลายทาง Fukagawa (ประมาณ 1 ชั่วโมง)แล้วเปลี่ยนขบวนไปสถานี Rumoi อีกประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นจากสถานี Rumoi ให้นั่งรถบัส Rumoi-Betsukari ลงป้าย Mashikeใช้เวลาประมาณ 30 นาที
(แนะนำว่าให้ขับรถจะเป็นวิธีที่สะดวกที่สุดจาก Sapporo มายังโรงสาเกใช้เวลา 2 ชั่วโมง)
เวลา: 9.00 -17.00
เว็บไซต์: http://kunimare-world.jp/

Kunimare Sake Brewary


11. Matsukura Sushi Restaurant, Mashike

มะซึคุระ ซูชิ, มะชิเคะ

ร้านซูชิชื่อดังของเมืองมะชิเคะ ซึ่งมีทีเด็ด อยู่ตรง เมนูข้าวหน้าปลาดิบรวมชามยักษ์ ที่มีเงื่อนไขพิเศษว่า หากใครสามารถกินหมดด้วยตัวคนเดียวได้ ก็รับไปเลย ส่วนลดถึง 800 เยน จากราคาเต็ม !! บอกเลยว่าสายกินจุต้องไปโดนครับ ซึ่งนอกจากได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมแล้ว ยังได้รับรสชาติที่ดีมาก ๆ ตามมาตรฐานของซีฟู้ดใน ฮอกไกโด  อีกด้วยครับผม

พิกัด: https://goo.gl/maps/KGoQvWBjv962
การเดินทาง: การเดินทาง: จากสถานี Sapporo นั่งสาย Super Kamui ปลายทาง Fukagawa (ประมาณ 1 ชั่วโมง)แล้วเปลี่ยนขบวนไปสถานี Rumoi อีกประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นจากสถานี Rumoi ให้นั่งรถบัส Rumoi-Betsukari ลงป้าย Mashikeใช้เวลาประมาณ 30 นาที
(แนะนำว่าให้ขับรถจะเป็นวธีที่สะดวกที่สุดจาก Sapporo มายังร้านใช้เวลา 2 ชั่วโมง)
เวลา: 11.00 – 21.00
เว็บไซต์: http://www.mashike-sci.jp/member/matsukura.html
Matsukura Sushi Restaurant

12. Maruzen Sato Orchard, Mashike

สวนผลไม้มารุเซนซาโต้, มะชิเคะ

สวนผลไม้มารุเซนซาโต้ (Maruzen Sato Orchard) แห่งเมืองมะชิเคะ (Mashike) เป็นสวนผลไม้ที่อยู่ไม่ไกลจากทะเล ด้วยความเฉพาะตัวของทำเลที่ตั้ง ทำให้ มีอุณหภูมิที่เเตกต่างกันอย่างมาก ระหว่าง ช่วงที่อากาศร้อน และหนาวจัด ซึ่งส่งผลดีต่อ ความหวานและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ ของผลไม้ในสวนแห่งนี้ นั่นเองครับ

หากใครจะมาเที่ยวช่วงเดียวกับวาฬ ก็จะเป็นฤดูของ องุ่น แอปเปิ้ล และ ลูกพรุน พอดีครับ โดยเราสามารถเก็บกินได้แบบไม่อั้นในราคา 850 เยน ต่อคน ส่วนตัวแล้ววาฬชอบ องุ่น เป็นพิเศษ เพราะมีรสสัมผัสที่แปลกดี คือจะไม่กรอบมากแบบที่เราคุ้นเคย แต่จะออกนิ่ม ๆ ให้ความรู้สึกคล้ายเยลลี่ รสชาติ หวาน และอร่อยมาก ๆ เลยครับ

พิกัด: https://goo.gl/maps/Bm4fFYoe6kw
การเดินทาง: แนะนำให้ขับรถมาจะเป็นวิธีที่สะดวกที่สุดครับ ขับจาก Sapporo มาที่สวนใช้เวลา 1 ชั่วโมง 40 นาที
เวลา: 9.00 – 17.00 (เปิดกรกฎาคม – สิงหาคม)
ราคา: 850 เยน
เว็บไซต์: http://maruzen-satokajyuen.o.oo7.jp/access.html

สวนผลไม้มารุเซนซาโต้


13. Mashike Historic Walk, Mashike

ถนนประวัติศาสตร์เมืองมะชิเคะม, มะชิเคะ

ถนนสายประวัติศาสตร์แห่งนี้ ยังคงอนุรักษ์บ้านเรือน และร้านค้า ของตระกูลฮอนมะ (Honma) ตระกูลพ่อค้าผู้ร่ำรวยจาก กิจการผ้าทอ โรงเหล้า และการขนส่งทางทะเลในอดีต ไว้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ อาคารหลายแห่งยังเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ จัดแสดง การตกแต่งภายใน และข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อน ให้ได้ชมกันอีกด้วยครับ 

พิกัด: https://goo.gl/maps/s7Q88mCuiyD2
การเดินทาง: จากสถานี Sapporo นั่งสาย Super Kamui ปลายทาง Fukagawa (ประมาณ 1 ชั่วโมง)แล้วเปลี่ยนขบวนไปสถานี Rumoi อีกประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นจากสถานี Rumoi ให้นั่งรถบัส Rumoi-Betsukari ลงป้าย Mashikeใช้เวลาประมาณ 30 นาที
(แนะนำว่าให้ขับรถจะเป็นวิธีที่สะดวกที่สุดจาก Sapporo มายังเมืองมะชิเคะใช้เวลา 2 ชั่วโมง)


วันที่ 5 เมืองอิวะมิซาวะ และจบทริปที่ซัปโปโร

14. Pottery-Making Workshop at Rokuro Studio, Kobushi Kiln, Iwamizawa

โรงปั้นเซรามิก โคบุชิ, อิวะมิซาวะ

โรงปั้นเซรามิก โคบุชิ เป็นทั้งแกลอรี่ และร้านขายเครื่องเซรามิกในที่เดียวกัน โดยที่นี่ เป็นโรงปั้นเซรามิกแห่งแรกของฮอกไกโดเลยครับ ปัจจุบันสืบทอดกิจการกันมาถึง รุ่นที่ 3 ของตระกูลแล้ว ไฮไลท์อยู่ที่ ลวดลายของเนื้อดิน และสีสันของชิ้นงาน ที่ไม่เหมือนใครในญี่ปุ่น จัดว่ามีความสวยงามมาก ๆ เลยครับ ใครที่สนใจจริง ๆ ก็สามารถทดลองปั้นได้ด้วยนะครับ โดยต้องจองคอร์สล่วงหน้าผ่านทางอีเมล เหมือนกับกิจกรรมอื่น ๆ ในฮอกไกโดนั่นเอง

พิกัด: https://goo.gl/maps/ruDmHC58qo52
การเดินทาง: จาก Sapporo นั่ง JR สาย Hakodate ลงสถานี Iwamizawa ใช้เวลาประมาณ 40 นาที จากนั้นใช้บริการแท็กซี่ หรือเช่ารถขับจากซัปโปโระ ใช้เวลาประมาณ 50 นาที
เวลา: 9.30 – 17.00
การจอง: info@kobushiyaki.jp


15. Hosui Winery, Iwamizawa

โรงกลั่นไวน์โฮซุย, อิวะมิซาวะ

ที่โรงกลั่นไวน์โฮซุย นอกจากจะมีไวน์ฮฮกไกโดรสชาติดี ให้เราได้ลิ้มลองกันแล้ว ยังมีไร่องุ่นขนาดใหญ่ เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมอีกด้วยครับ ตัวไร่องุ่นของโฮซุยนั้น มีความพิเศษอยู่ตรง ทัศนียภาพอันสวยงามของทำเลที่ตั้ง ซึ่งโอบล้อมไปด้วยภูเขาและป่าไม้ ทั้งยังเคยเป็นโลเคชั่นถ่ายทำภาพยนตร์อีกด้วย ยิ่งการันตีได้ว่าวิวดีงามอย่างแน่นอน ใครที่ชอบธรรมชาติ ทุ่งหญ้า และการถ่ายภาพ ไม่ควรพลาดครับผม

เนื่องจากโรงกลั่นไวน์ ถือเป็นไฮไลท์ด้านการท่องเที่ยวของเมืองอิวะมิซาวะ (Iwamizawa) ทางเมือง จึงมีทัวร์รถแท็กซี่แบบเหมา (4 หรือ 8 ชั่วโมง) ไว้ให้คอยบริการพา ตระเวนชิมไวน์ และท่องเที่ยวในสถานที่อื่น ๆ ช่วยให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ หากจะต้องมาขับรถเช่าต่อนั่นเองครับ

พิกัด: https://goo.gl/maps/RP6tcNaBFcr
การเดินทาง: จาก Sapporo นั่ง JR สาย Hakodate ลงสถานี Iwamizawa ใช้เวลาประมาณ 40 นาที จากนั้นใช้บริการรถแท็กซี่ประจำเมืองในการทัวร์โรงไวน์ ( 4 ชั่วโมง 8,000 เยน )
เวลา: 10.00 – 17.00 
เว็บไซต์: www.housui-winery.co.jp


16. Log Maple Iwamizawa, Iwamizawa

โรงแรม ล็อก เมเปิล อิวะมิซาวะ, อิวะมิซาวะ

อาจจะยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก แต่โรงแรมแห่งนี้ ไม่ธรรมดาครับ ถือเป็นอีกหนึ่งแลนมาร์ก ประจำช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ที่ต้องแวะมาถ่ายรูปกันให้ได้เลย ใครที่ชอบ ต้นเมเปิล, จิบกาแฟ, ปั่นจักรยาน ตลอดจน ดูดาวบนท้องฟ้าอันปลอดโปร่ง ในบรรยากาศสุดชิลล์ แล้วล่ะก็ ยิ่งห้ามพลาดเด็ดขาดครับ นอกจากนี้ ในปีหน้า ทางโรงแรมยังวางแผนที่จะ เปิดสวนแอปเปิ้ล ให้เราได้เข้าไปเก็บกินกันแบบสด ๆ อีกด้วย กิจกรรมอัดแน่นขนาดนี้ อย่าลืมตามวาฬมาเช็คอินกันให้ได้น้า 

พิกัด: https://goo.gl/maps/uzoRvEFX3qH2
การเดินทาง: จาก Sapporo นั่ง JR สาย Hakodate ลงสถานี Iwamizawa ใช้เวลาประมาณ 40 นาที จากนั้นขึ้น Manji route bus ที่ไปยัง Moyo Koryu Center ลงที่ Maple Lodge-mae (ใช้เวลา 40 นาที)

Log Maple Iwamizawa


อ่านที่เที่ยวในฮอกไกโดได้อีกเพียบที่นี่ >>

https://flyingwhale.me/category/guide-book/japan/hokkaido/