Tochigi: พาเที่ยวนิกโก้-โตเกียวด้วย NIKKO PASS

Nikko, Tochigi & Tokyo Sky tree + Asakusa
นิกโก้, โทจิงิ & โตเกียวสกายทรี + อาสะกุสะ

วันนี้วาฬจะมาแนะนำ วิธีใช้ ตั๋วเดินทาง “Nikko Pass” พร้อมกับ สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ที่ตั๋วนี้ครอบคลุม เป็นแนวทางให้ทุกคนได้ลองเอาไปปรับใช้ ในแพลนเที่ยวของตัวเองกัน คือโดยปกติแล้ว การเดินทางไป – กลับ โตเกียว – นิกโก้ ซึ่งเป็น 1 ในเป็นเส้นทางยอดนิยมของการมาเที่ยวแถบคันโตนั้น แม้ว่า จะมีรถไฟบริการอย่างสะดวก แต่ก็แลกมาด้วย ค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ไหนจะค่าเดินทางยิบย่อยภายในนิกโก้เองอีก รวมแล้ว ก็หนักหนาไม่ใช่เล่น ๆ คนที่ไม่ได้ถือ Pass ใหญ่ ๆ อย่าง JR Pass หรือ Tokyo Wide Pass จึงมักถอดใจ เกรงว่า งบจะบานปลายเกินเหตุ ทำให้พลาดโอกาสเที่ยวนิกโก้ ไปอย่างน่าเสียดาย

ก่อนจะไปที่รายละเอียดของ Nikko Pass ตัวช่วยในการแก้ปัญหาที่วาฬว่ามานั้น วาฬขอแวะโฆษณาสรรพคุณของนิกโก้ เพื่อกระตุ้นความสนใจของทุกคนกันเสียก่อน นิกโก้ คือ เมืองแห่งหนึ่งใน จังหวัดโทจิงิ (Tochigi) อยู่ห่างจากโตเกียวไปทางทิศเหนือราว 160 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางด้วยรถไฟแบบด่วนพิเศษประมาณ 2 ชั่วโมง นิกโก้ เป็นเมืองท่ามกลางทิวเขา แวดล้อมด้วยธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และอุดมสมบูรณ์ จัดว่าเป็น 1 ในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามในอันดับต้น ๆ ของญี่ปุ่น ยิ่งไปกว่านั้น นิกโก้ ยังมีพื้นที่ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนโดย ยูเนสโก ให้เป็นแหล่งมรดกโลก มีชื่อว่า “ศาลเจ้าและวัดแห่งนิกโก้” ประกอบไปด้วยสิ่งก่อสร้างชิ้นเอกที่ วิจิตร ประณีต และ ทรงคุณค่าอย่างยิ่งในทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งสิ้นกว่า 100 อาคาร อีกด้วย 

เห็นมั้ยครับ ว่าถ้าไม่ไปนี่จะพลาดมากขนาดไหน โอเค เรากลับมาที่ Nikko Pass กัน Pass นี้จะคุ้มค่ามาก ๆ เมื่อใช้เดินทางไป นิกโก้ จาก โตเกียว (สถานีอาสะกุสะ หรือ โตเกียวสกายทรี) ด้วยรถไฟสายโทบุนิกโก้ (Tobu Nikko) โดยตั๋วนี้ ใช้เดินทางไปและกลับได้ 1 รอบ (โตเกียว – นิกโก้) แต่มี ความพิเศษ ก็คือ สามารถใช้ขึ้นบัสรวมไปถึง รถไฟโทบุทุกสาย ภายในนิกโก้ได้แบบไม่จำกัดรอบ ทั้งยังเป็นส่วนลดสำหรับค่าเข้าสถานที่บางแห่งอีกด้วย ช่วยให้เราสามารถจำกัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ให้อยู่ภายในมูลค่าของตั๋วนี้เท่านั้น ได้อย่างแม่นยำ บอกเลยว่า คุ้มมากก แบบลากเสียงยาว ๆ เพราะค่าขึ้นบัส แบบจ่ายเป็นรอบ ๆ ซึ่งเป็นวิธีหลักในการเดินทางเชื่อมต่อสถานที่ท่องเที่ยวในนิกโก้นั้น ราคาแพงใช้ได้เลยครับ เลือกใช้ Nikko Pass แบบนี้ประหยัดกว่าเยอะ

ตั๋ว Nikko Pass มีให้เลือกใช้ อยู่ 2 แบบ วิธีใช้เบื้องต้นเหมือนกันตามที่วาฬบอกไป แต่จะต่างกันที่ขนาดพื้นที่ในเขตนิกโก้ ที่ตั๋วแต่ละแบบจะครอบคลุมไม่เท่ากัน มีรายละเอียดดังนี้ครับ

nikko all area pass

1. Nikko Pass All Area ใช้ได้ 1 – 4 วัน (ติดต่อกัน) ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมด ได้แก่ โซนมรดกโลก สถานีชินฟุจิวาระ คินุกาวะออนเซ็น และ น้ำตกเคะกง + ทะเลสาบจูเซ็นจิ มี 2 ราคา ขึ้นอยู่กับฤดูกาลตามนี้

– ช่วงวันที่ 20 เมษายน – 30 พฤศจิกายน = ผู้ใหญ่ 4,600 เยน / เด็ก 1,180 เยน (รถด่วนเพิ่มอีก 2,360 เยน)

– ช่วงวันที่ 1 ธันวาคม -19 เมษายน = ผู้ใหญ่ 4,230 เยน / เด็ก 1,060 เยน (รถด่วนเพิ่มอีก 2,360 เยน)

**ตั๋วนี้ยังใช้ขึ้นเรือชมทิวทัศน์ทะเลสาบจูเซ็นจิ และอะเคจิไดระโรปเวย์ (Akechidaira Ropeway) ได้ฟรีอีกด้วย

nikko world heritage area pass

2. Nikko Pass World Heritage Area ใช้ได้ 1 – 2 วัน (ติดต่อกัน) ครอบคลุมพื้นที่น้อยกว่าตั๋ว All Area เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเน้นโซนมรดกโลก กับ คินุกาวะออนเซ็น (ไม่ครอบคลุมไปถึง น้ำตกและทะเลสาบ) มีเพียงราคาเดียวตลอดทั้งปีครับ ใครกะเที่ยวแบบเช้า – เย็นกลับ โตเกียว – นิกโก้ วาฬแนะนำให้ซื้อตั๋วนี้เลย

– ผู้ใหญ่ 2,040 เยน / เด็ก 610 เยน (รถด่วนเพิ่มอีก 2,360  เยน)

** อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องพาสที่นี่ >> https://www.tobu.co.jp/foreign/th/pass/

ต่อไปเป็นรายการสถานที่ท่องเที่ยวที่วาฬคัดสรรมา จากความประทับใจส่วนตัว ซึ่งหากจะไปให้ครบตามแบบวาฬนี้ ต้องใช้ตั๋ว  Nikko Pass All Area และควรอยู่ในนิกโก้ เกินกว่า 1 วันขึ้นไป ถึงจะคุ้มค่ามากที่สุดนะครับ จริง ๆ แล้วนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของสถานที่อีกมากมายในนิกโก้ ดังนั้น ถ้ามีเวลาพอ และยังไม่เคยเที่ยวนิกโก้ มาก่อน วาฬเชียร์ให้อยู่ 2 คืนไปเลย ไม่ต้องกลัวเบื่อ มีสถานที่ท่องเที่ยวให้เก็บเยอะพออย่างแน่นอนครับผม

**นิกโก้: น้ำตกเคะกง (Kegon), ทะเลสาบจูเซ็นจิ (Chuzenji), ร้านนิกโก้ยูบะมากิเซ็น (Nikko Yubamaki Zen), สะพานชินเคียว (Shinkyo), ศาลเจ้าโทโชงู (Toshogu), สุสานไทยูอิน (Taiyuin), โรงแรมนิกโก้ คะนะยะ (Nikko Kanaya Hotel), ร้านมิชิมายะ (Mishimaya)

ขากลับมาถึงโตเกียว เนื่องจากต้องเลือกสถานีปลายที่จะลง ดังนั้นใครที่ยังเหลือแรงพอเที่ยวต่อ วาฬขอแนะนำเป็น 2 ทางเลือกนะครับ ระหว่าง โตเกียวสกายทรี (ลงสถานีโตเกียวสกายทรี) หรือ วัดเซ็นโซจิ (ลงสถานีอาสะกุสะ) ทั้ง 2 ที่นี้ เปิดถึงดึก ยิ่งวัดเซ็นโซจิ คือเปิด 24 ชั่วโมงไปเลย ดังนั้นจึงค่อนข้างยืดหยุ่นเรื่องเวลา กลับมาถึงค่ำหน่อยก็ยังเที่ยวได้สบายครับ ส่วนรายละเอียด และรีวิวของสถานที่ทั้งหมด อยู่ใต้รูปเช่นเคย ตามไปดูกันได้เลยคร้าบบบบ


น้ำตก kegon Nikko

น้ำตกเคะกง (Kegon)

เริ่มต้นกันด้วย ไฮไลท์อันดับ 1 ของทริป นิกโก้ กันเลย ความพิเศษ ก็คือ น้ำตกแห่งนี้ มีความสูงถึง 97 เมตร ซึ่งสูงที่สุดติดอันดับท็อป 5 ของญี่ปุ่น ยิ่งใหญ่ถึงขนาดที่จากจุดชมน้ำตก สามารถลงลิฟท์ไปดูวิวจากด้านล่างของหน้าผาได้ ให้มุมมองที่แตกต่างไปอีกแบบ เราสามารถมาเที่ยวชมได้ตลอดทั้งปีครับ แต่ละฤดูกาลก็จะสวยงามมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน แต่ถ้าถามวาฬว่า พีคที่สุดคือช่วงไหน ก็ต้องยกให้ใบไม้เปลี่ยนสีชนะเลิศไปอย่างฉิวเฉียดครับผม (ส่วนในรูปของวาฬจะเป็นฤดูหนาวนะครับ ใครได้ไปช่วงใบไม้เปลี่ยนสีพอดี ส่งรูปมาให้ดูกันบ้างน้า)

พิกัด: https://goo.gl/maps/jE5g6Z7U1ggabqXa8

การเดินทาง: นั่งรถบัสลงป้าย Chuzenji Onsen แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที

เวลา: 9.00 – 16.30 น.

ค่าเข้า: 570 เยน


ทะเลสาบ chuzenji

ทะเลสาบจูเซ็นจิ (Chuzenji)

เป็นทะเลสาบ ที่เกิดจากการกระทำทางธรรมชาติของ ภูเขาไฟนันไท (Nantai) และเป็นต้นกำเนิดของ ธารน้ำที่กลายเป็น น้ำตกเคะกง (Kegon) นั่นเอง ด้านทิศตะวันออกของทะเลสาบยังเป็นที่ตั้งของชุมชนเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “จูเซ็นจิ ออนเซ็น” (Chuzenji Onsen) ที่มีทั้ง ร้านค้า, ร้านอาหารท้องถิ่น และท่าเรือสำหรับพานักท่องเที่ยวชมทะเลสาบ คอยให้บริการอยู่ (เรือจะปิดให้บริการในฤดูหนาว เราสามารถใช้ Nikko Pass โดยสารได้ฟรีด้วยนะ)

พิกัด: https://goo.gl/maps/LZX6aYhZyy5Bja1j8

การเดินทาง: นั่งรถบัสลงป้าย Chuzenji Onsen แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที


Nikko Yubamaki Zen

ร้านนิกโก้ยูบะมากิเซ็น (Nikko Yubamaki Zen)

ร้านอาหารท้องถิ่นของนิกโก้ที่ไม่ควรพลาด เหมาะสำหรับมื้อเที่ยงเอามาก ๆ ก่อนที่จะไปลุย โซนมรดกโลกกันต่อ กับเมนูขึ้นชื่อ อย่าง ข้าวห่อที่ใช้ฟองเต้าหู้ (หรือ ยูบะ) แทนสาหร่าย ซึ่งเป็นสูตรดั้งเดิมของทางร้าน ข้างในสอดไส้ด้วย เนื้อวัวโทจิงิ และผักสด ผลผลิตจากในพื้นที่เอง รสชาตินุ่มนวล ทุกส่วนผสม อร่อยเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ เอาเป็นว่า สำหรับวาฬแล้ว 10 เต็ม 10 ไปเลยครับ

พิกัด: https://goo.gl/maps/5TVDi58MV1M8c46D6

การเดินทาง: นั่งรถบัสลงป้าย Chuzenji Onsen

เวลา: 11.00 – 17.00 น.


สะพานชินเคียว (Shinkyo)

จุดแรก ๆ ที่ต้องแวะ โดยเฉพาะสำหรับ ช่างภาพ และสายอินสตราแกรม ทั้งหลาย เพราะสะพานชินเคียวแห่งนี้ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ในสะพานโบราณ ที่สวยติดอันท็อปของญี่ปุ่น มีตำนานเล่าด้วยว่า สะพานชินเคียว เป็นร่างแปลงของ งูยักษ์ 2 ตัว เพื่ออำนวยความสะดวก ให้กับ “โชโด โชนิน” (Shodo Shonin) พระสงฆ์ผู้ก่อตั้ง วัดรินโนจิ (Rinnoji) สามารถเดินข้าม แม่น้ำไดยะ (Daiya) เพื่อนำพระพุทธศาสนาไปเผยแพร่ยังนิกโก้ ได้สำเร็จนั่นเอง 

กิจกรรมยอดนิยมของนักท่องเที่ยว คือ การซื้อจรวดกระดาษที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ในราคา 100 เยน มาเขียนคำอธิษฐาน แล้วปาลงไปยังแม่น้ำไดยะ โดยเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ช่วยดลบันดาลให้สิ่งที่ขอนั้น เป็นจริงได้

พิกัด: https://goo.gl/maps/K7cbBS1ZHNi7ckWr9

วิธีเดินทาง: นั่งรถบัสลงป้าย Shinkyo Bridge (เบอร์ 7)

เวลา: เวลาเปิดปิดของศาลเจ้าที่ซื้อบัตรเข้าไปยังภายในสะพานได้ 8.00 – 16.00 น.

ค่าเข้า : 300 เยน 


ศาลเจ้าโทโชงู (Toshogu)

แลนมาร์กที่ห้ามพลาดอย่างเด็ดขาด ภายในโซนมรดกโลกของนิกโก้ ก็คือ ประตูโยเมมง (Yomeimon) แห่งศาลเจ้าโทโชงู เป็นประตูไม้ขนาดใหญ่ ที่ผสมผสานด้วยศิลปะหลายแขนง มีสีทองโดดเด่นเห็นมาแต่ไกล ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามของนิกโก้ ผลงานระดับยอดฝีมือชิ้นนี้ เคยปิดซ่อม อย่างยาวนาน กว่า 4 ปี วันนี้ ได้กลับมาเปิดให้ชื่นชมความยิ่งใหญ่อีกครั้งแล้ว ไม่ไปไม่ได้จริง ๆ ครับผม

ศาลเจ้าโทโชงู สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่ โชกุน “โทะคุงะวะ อิเอะยะสุ” (Tokugawa Ieyasu) 1 ในบุคคล ที่สามารถรวมญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเดียวได้ และผู้ก่อตั้งรัฐบาลเอโดะ (Edo) ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่โตเกียวขึ้นมา (เดิมชื่อ เอโดะ) สถาปนา ระบอบศักดินา “บะคุฟุ” (Bakufu) ซึ่งมี “โชกุน” เป็นผู้ปกครองสูงสุดทางพฤตินัย โดยสืบทอดต่อกันภายในตระกูลโทะคุงะวะเท่านั้น มาอย่างยาวนานกว่า 200 ปี ช่วงเวลานี้ในประวัติศาสตร์ มีชื่อเรียกที่คุ้นหูว่า “ยุคเอโดะ” นั่นเองครับ

ภายในศาลเจ้า มีสถานที่สำคัญมากมาย ทั้ง ประตูไม้โบราณที่สวยงาม, อาคารวิหารหลัก และรอง ไปจนถึง สุสานของ โทะคุงะวะ อิเอะยะสุ ที่ต้องเดินขึ้นเขาไปอีกประมาณ 300 เมตร นอกจากนี้ ยังมีงานแกะสลักชิ้นสำคัญที่ควรค่าแก่การไปชมให้ได้ อย่าง “ลิงสามตัว” (Three wise monkeys) แต่ละตัวทำท่าทางต่างกัน คือปิดหู ปิดตา และปิดปาก สื่อถึงการไม่รับรู้ ฟัง และกล่าววาจา ในสิ่งที่ไม่ดี และ “แมวหลับ” (Sleeping Cat) สัญลักษณ์แห่งความสงบสุข ในช่วงที่ตระกูลโทะคุงะวะปกครองญี่ปุ่น อย่าลืมตามหาให้ครบด้วยนะครับ

พิกัด: https://goo.gl/maps/Ns4Z6vZwvBSxkdrw5

วิธีเดินทาง : นั่งรถบัสลงป้าย Omotesando (เบอร์ 83)

เวลา : 8.00 – 17.00 น.

ค่าเข้า : 1,300 เยน (เด็ก 450 เยน)


สุสานไทยูอิน (Taiyuin)

สุสานของ โชกุน “โทะคุงะวะ อิเอะมิสึ” (Tokugawa Iemitsu) หลานปู่ของ “อิเอะยะสุ” เป็นโชกุน คนที่ 3 แห่ง ตระกูลโทะคุงะวะ ผู้ริเริ่มนโยบายปิดประเทศ หรือ สะโคคุ-เรอิ (Sakoku) ที่ดำเนินต่อไปอย่างยาวนานในยุคเอโดะ ก่อนที่จะถูกสหรัฐอเมริกาบังคับให้เปิดประเทศในอีกกว่า 200 ปีให้หลัง ถือเป็นบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นเลยทีเดียวครับ

ภายในสวยงามไม่แพ้ ศาลเจ้าโทโชงู (Toshogu) เลยครับ การออกแบบสถาปัตยกรรมของอาคารและสุสาน มีลักษณะคล้ายกันเอามาก ๆ ด้วยซ้ำไป เพียงแค่มีขนาดที่เล็ก และดูสงบกว่าเท่านั้นเอง เราสามารถเดินเท้าต่อจาก ศาลเจ้าโทโชงู มาได้ ด้วยระยะทางเพียง 600 เมตรเท่านั้นครับผม

พิกัด: https://goo.gl/maps/MPQ1dbZ5iarw66LZA

การเดินทาง: นั่งรถบัสลงป้าย Taiyuin Futarasan Jinjamae หรือเดินเท้าต่อจาก ศาลเจ้าโทโชงู 600 เมตร

เวลา: 8.00 – 16.00 น.

ค่าเข้า: 900 เยน (รวมทุกส่วนภายในวัด)


โรงแรมนิกโก้คะนะยะ (Nikko Kanaya Hotel)

สำหรับที่พักในนิกโก้ วาฬขอแนะนำ โรงแรมนิกโก้ คะนะยะ 1 ใน โรงแรมที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ภายในตกแต่งด้วยการผสมผสานระหว่าง วัฒนธรรมตะวันตก และความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิม ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะตั้งอยู่ใกล้กับ โซนมรดกโลกของนิกโก้ สามารถเดินเท้าไปเที่ยวได้ทุกที่ ตั้งแต่ สะพานชินเคียว (Shinkyo) ไปจนถึง ศาลเจ้าและสุสาน ทั้งหลาย รอบ ๆ ศาลเจ้าโทโชงู (Toshogu) ความสะดวกนี้จ่ายในราคาที่ค่อนข้างสมเหตุสมผล ถือได้ว่าเป็นอีกตัวเลือกที่คุ้มค่า สำหรับคนที่ต้องการค้างคืนครับผม

พิกัด: https://goo.gl/maps/Nd5imZwJ3MDko7CS7

การเดินทาง: นั่งรถบัสลงป้าย Shinkyo

เว็บไซต์: https://www.kanayahotel.co.jp/eng/

วิวจากห้องนอนคือดีงามมาก
อาหารค่ำที่เน้นวัตถุดิบจากท้องถิ่นมาทำเป็นมื้ออาหาร
อาหารเช้า

ร้านมิชิมายะ (Mishimaya)

สำหรับรายการของฝาก ที่นอกจาก จะน่ารักแล้ว ยังอร่อยด้วย ก็ต้อง “นิกโก้ นินเงียวยากิ” จากร้านมิชิมายะ นี่แหละครับ ขนมไส้ถั่วแดง หอมหวานชิ้นนี้ ทำออกมาเป็นรูปสัตว์มงคล ที่ปรากฏอยู่ตาม งานแกะสลักชิ้นสำคัญ ภายในศาลเจ้าโทโชงู (Toshogu) อาทิ “ลิงสามตัว” ที่เอามือปิดหู ปิดตา และปิดปาก เป็นต้น ตัวร้านอยู่ไม่ไกลจากสถานี โทบุ นิกโก้ (Tobu-Nikko) สามารถเดินเท้าไปถึงได้ ทำให้แวะซื้อก่อนกลับโตเกียวได้สบาย ๆ เลย

พิกัด: https://goo.gl/maps/1AxVUKYeqCgDvqkD9

การเดินทาง: สามารถเดินจากสถานี Tobu Nikko ระยะทางประมาณ 500 เมตร 

เวลา: 9.00 – 17.00 น.


โตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree)

ด้วยความสูงถึง 634 เมตร ทำให้ โตเกียวสกายทรี เป็นหอคอยสื่อสารที่สูงที่สุดในโลก และเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น ทิ้งห่างจาก โตเกียวทาวเวอร์ (Tokyo Tower) ไปเกือบถึง 2 เท่าตัวเลยทีเดียว สำหรับวิธีการเข้าชมนั้น เริ่มต้นด้วยการซื้อตั๋วบริเวณชั้น 4F จากนั้นขึ้นลิฟท์ ไปยัง Tembo Deck ซึ่งเป็นจุดชมวิวระดับที่ 1 ความสูง 350 เมตร แต่หากต้องการขึ้นไปอีกที่ จุดชมวิวระดับที่ 2 Tembo Galleria ความสูง 450 เมตร ล่ะก็ จะต้องซื้อตั๋วเพิ่มในราคาที่แพงขึ้นนะครับ หากใครมีตั๋วพร้อมอยู่แล้ว ก็สามารถขึ้นลิฟท์ต่อได้เลย 

ที่ Tembo Galleria จุดสูงสุด ที่เราขึ้นไปได้ จะมีความสูงอยู่ที่ 451.2 เมตร วิวที่ได้เห็นนั้น คือกว้างไกลมาก เหมือนมองลงมาจากหน้าต่างของเครื่องบิน โดยเฉพาะในวันที่ท้องฟ้าสดใส จะสามารถมองเห็นได้ กระทั่ง ภูเขาไฟฟูจิกันเลย สุดยอดมากจริง ๆ ครับ

บริเวณ Tembo Galleria ความสูง 450 เมตร จะมีการจัดนิทรรศกาลอยู่เรื่อย ๆ อย่างในช่วงนี้ (มกราคม 2020) จะเป็นงานของไฟนอลแฟนตาซี ที่ตกแต่งอยู่ตามผนัง และมีโซนจัดโชว์ของสะสมอีกด้วย
มีโซนคาเฟ่ให้ได้อิ่มท้องระหว่างชมวิวกันอีกด้วย ไม่ต้องกลัวหิวเลย

สำหรับ The Skytree Shop หรือ ร้านขายของที่ระลึก สินค้าลิขสิทธิ์เฉพาะของโตเกียวสกายทรี จะมีให้บริการอยู่ที่ ชั้น 1F, ชั้น 5F และ ชั้น 345 ส่วนหนึ่งของ Tembo Deck นั่นเอง ซึ่งสินค้าที่วาฬอยากแนะนำ คืออะไรก็ตามที่เป็นลวดลายของ “โซระคะระจัง” (Sorakara-chan) มาสคอตที่มีชื่อเสียงที่สุดของโตเกียวสกายทรี และหาซื้อไม่ได้จากที่อื่น ควรค่าแก่การเก็บสะสมมาก ๆ ครับ

“โซระคะระจัง”

ส่วนใครที่เป็นสายช้อปปิ้ง ก็สามารถเพลิดเพลินต่อได้ที่ “โตเกียว โซะระมะจิ” (Tokyo Solamachi) อยู่บริเวณฐานของ โตเกียวสกายทรี ชั้น 2F – 3F ภายในมีทั้ง ร้านค้า และร้านอาหารมากมาย รอต้อนรับเราอยู่ครับผม

เป็นแหล่งรวมของฝากแบบให้ไปเลย 10/10 ร้านเยอะมาก ๆ
บริเวณ Food Court ราคาอาหารก็ไม่แพงเลย มีให้เลือกหลายร้านอีกด้วย
มีโซนที่จัดสินค้าจากภายในชุมชน ที่จะมีร้านชื่อดังต่าง ๆ วนเวียนกันมาสาธิตการทำให้ดูอีกด้วย

พิกัด: https://g.page/TOKYOSKYTREE-official?share

การเดินทาง: นั่งรถไฟมาลงที่สถานี Oshiage หรือนั่งสาย tobu skytree มาลงที่สถานี TOKYO SKYTREE

เวลา: 8.00 – 22.00 น.

ค่าเข้า: สามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.tokyo-skytree.jp/th/ticket/

เว็บไซต์: http://www.tokyo-skytree.jp/th/


วัด asakusa

วัดเซ็นโซจิ (Sensoji)

อยู่ห่างจาก โตเกียวสกายทรี ด้วยรถไฟสาย Tobu Skytree เพียง 2 นาที เท่านั้น เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก สำหรับใครที่ยังมีแรงอยากเที่ยวต่อหลังกลับมาจากนิกโก้ วัดเซ็นโซจิ หรือ “วัดอาสะกุสะ” ที่นักท่องเที่ยวเรียกกันติดปากนี้ เป็นแลนมาร์กระดับภาพจำติดตาของทุกคนที่มาเยือนโตเกียว มีความเก่าแก่ และศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก ตามตำนานเล่าว่า ครั้งหนึ่งชาวประมงที่ออกหาปลาในแม่น้ำสุมิดะ (Sumida) ทอดแหได้เทวรูปเจ้าแม่กวนอิมทองคำ จึงนำกลับมาไว้ที่หมู่บ้าน และสร้าง วัดเซ็นโซจิ ขึ้น เพื่อเป็นที่ประดิษฐาน ให้ชาวบ้านได้มาบูชากัน ปรากฏว่า ใครที่มากราบไหว้ขอพร ต่างก็มักจะสมปรารถนา จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว

ตำนานเจ้าแม่กวนอิมทองคำ ดึงดูดให้ผู้คนแวะเวียนมาสักการะ วัดเซ็นโซจิ กันอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญของพระพุทธศาสนา และวันขึ้นปีใหม่ จะมีผู้คนจำนวนมหาศาล เดินทางมาขอพรกันอย่างคับคั่ง นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเลยทีเดียวครับ

นอกจาก ความน่าสนใจของ ตำนานกับความศักดิ์สิทธิ์แล้ว วัดเซ็นโซจิ ยังมีไฮไลท์อีกมากมาย ทั้ง ความงดงามของสถาปัตยกรรม และความเป็นสีแดงไปทั้งหมด อันโดดเด่นของวัด โดยเฉพาะ โคมแดงยักษ์ ที่ประตู คะมินะริมง (Kaminarimon) ที่ทุกคนต้องมาถ่ายรูปกลับไป ตลอดจน ความคึกคักของ “ถนนนะกะมิเสะ” (Nakamise) ถนนช้อปปิ้ง ที่มีครบทั้ง อาหาร, ของที่ระลึก, เครื่องราง และขนมนานาชนิดให้เลือกช้อปกันนั่นเอง

พิกัด: https://goo.gl/maps/un8T9oMWrAFBNLAa8

การเดินทาง: นั่งรถไฟมาลงที่สถานี Asakusa 


จุดซื้อ Nikko Pass @ สถานี Tobu Asakusa

เข้ามาแล้วก็จะเจอศูนย์ Touriost Information เปิดเวลา 7.20 – 19.00

มีพนักงานที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้คอยช่วยเหลือ แถมยังมีคู่มือและคำอธิบายต่าง ๆ เป็นภาษาไทยอีกด้วย หรือสามารถจองออนไลน์ และมายื่นรับตั๋วที่นี่ก็ได้

ส่วนใครที่จะมาก่อน 7.20 ที่ศูนย์ฯเค้าจะเปิด สามารถมาที่ช่องนี้แล้วกดปุ่มเรียกพนักงานได้เลย

และใครที่ไม่อยากแบกกระเป๋าใหญ่ไป สามารถเดินขึ้นมาที่ชั้น 2 เพื่อแยกของเก็บเอาไว้ก็ได้

พร้อมแล้วก็เดินทางด้วยรถไฟแบบด่วนพิเศษประมาณ 2 ชั่วโมง ก็จะถึงนิกโก้


จุดซื้อ Nikko Pass อื่นๆ

จุดจำหน่าย NIKKO PASS all area โดยตรง

  • โทบุทัวริสท์อินฟอร์เมชั่นเซ็นเตอร์ อาซากุสะ
  • โทบุทัวริสท์อินฟอร์เมชั่นเซ็นเตอร์ อิเคะบุคุโระ
  • เคาน์เตอร์ต้อนรับ ชั้น 1F สถานีโทบุ อาซากุสะ
  • โทบุท็อปทัวร์สาขาสถานีอิเคะบุคุโระ

จุดจำหน่ายวอยเชอร์ NIKKO PASS all area

  • ตัวแทนบริษัททัวร์ภายนอกประเทศญี่ปุ่นบางสาขา
  • ออนไลน์ทราเวลเอเจนซี่ภายนอกประเทศญี่ปุ่นบางส่วน
  • 「SKYLINER & KEISEI INFORMATION CENTER」 ภายใน สถานี Airport Terminal 2
  • ตัวแทนบริษัททัวร์ในเครือทั้งภายในและภายนอกประเทศญี่ปุ่นบางสาขา
  • **กรุณามาแลกวอยเชอร์กับ NIKKO PASS all area ได้ที่ โทบุทัวริสท์อินฟอร์เมชั่นเซ็นเตอร์ อาซากุสะ