30 สถานที่แนะนำใน IZU กับวาฬมีปีก

Izu-Peninsula
คาบสมุทรอิซุ

หลังจากซุ่มรวบรวมข้อมูลอยู่นานพอสมควร วันนี้วาฬกลับมาพร้อมกับรีวิวเซ็ตใหญ่ ที่จะพาทุกคนไปเจาะลึกกับ “คาบสมุทรอิซุ (Izu-Peninsula)” อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวอันซีนในญี่ปุ่น ที่หลายคนยังไม่รู้จัก และมองข้ามไป ทั้งที่ จริง ๆ แล้ว คาบสมุทรแห่งนี้ ตั้งอยู่ใกล้กับโตเกียวมาก ๆ แถมยังเดินทางสะดวกแบบสุด ๆ ด้วยรถไฟ โดยใช้เวลาเพียง 1 – 2 ชั่วโมงเท่านั้น (ขึ้นอยู่กับว่าจะไปเที่ยวเมืองอะไร) ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวโตเกียวอยู่ และเริ่มมองหาเส้นทางใหม่ ๆ หรือ อยากลองออกนอกเมืองดูบ้าง สามารถนำข้อมูลจากรีวิวนี้ไปปรับเพิ่มเติมได้เลยครับ วาฬรับรองว่าดี ไม่มีผิดหวังแน่นอนฮะ

คาบสมุทรอิซุ คือผืนแผ่นดินขนาดใหญ่ ที่ยื่นออกไปในมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ทางฝั่งตะวันตกของกรุงโตเกียว และเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดชิซูโอกะ (Shizuoka) จังหวัดที่ตั้งของภูเขาไฟฟูจิ ที่ทุกคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี ดังนั้น ที่นี่จึงเป็นอีกจุด ที่เราสามารถชมทิวทัศน์ของภูเขาไฟฟูจิได้อย่างชัดเจน สวยงาม และแตกต่างไปจากมุมมองเดิม ๆ ที่คุ้นเคย นอกจากนี้ ยังมีชื่อเสียงในเรื่อง บ่อน้ำร้อนออนเซ็น (Onsen) เพื่อสุขภาพของผิวพรรณ และบรรดาแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติมากมาย ตลอดจน อาหารทะเลสด ๆ จากวัตถุดิบท้องถิ่นชั้นเลิศ อีกด้วย


Jukkoku Pass

Jukkoku Pass, Kannami
จุดชมวิวจุคโคคุ, คันนามิ

ยอดเขา จุคโคคุ ตั้งอยู่ระหว่าง เมืองอาตามิ (Atami) และ ตำบลคันนามิ (Kannami) เป็นจุดชมวิวแบบ 360 องศา ที่สามารถมองเห็น ภูเขาไฟฟูจิ ได้อย่างสวยงาม และแตกต่างไปจากทุกที่ที่วาฬเคยไปมา ด้วยความสูงถึง 770 เมตร ทำให้ทิวทัศน์ที่ได้เห็นนั้น จะมีความเคลียร์มากเป็นพิเศษ โดยระหว่างภูเขาไฟฟูจิกับบริเวณที่เรายืน จะไม่มีอะไรมาบดบังให้เสียบรรยากาศได้เลยนั่นเองครับ

สำหรับการเดินทางไปยังจุดชมวิวด้านบน ก็จะต้องใช้บริการ เคเบิลคาร์ ที่มีดีไซน์แบบดั้งเดิม เพื่อยังคงกลิ่นอายของความคลาสสิกเอาไว้ ซึ่งเข้ากันได้ดีกับ บรรยากาศโดยรวมของสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ในจุดชมวิวแห่งนี้ ที่ไม่ได้เน้นความทันสมัยมากจนเกินไป ใครที่ชอบความวินเทจหน่อย ๆ จะต้องตกหลุมรักที่นี่อย่างแน่นอนครับผม

พิกัด: https://goo.gl/maps/uwEoymKS4az
การเดินทาง: จากสถานี JR Atami ให้ขึ้นรถบัส Izu-Hakone ที่ป้ายหมายเลข 2 ป้ายทาง Moto-Hakone แล้วลงที่ป้าย Jukkoku-Toge ประมาณ 40 นาที ค่ารถ 640 เยน
เวลา: 8.50 – 16.50 
ค่าเข้า: 600 เยน (ค่าขึ้นรถรางไปกลับ)
เว็บไซต์: http://www.izuhakone.co.jp/jukkokutoge-cablecar/info/en.html


Akao Herb and Rose Garden

Akao Herb and Rose Garden, Atami
สวนดอกไม้และสมุนไพรอะคะโอะ, อาตามิ

สวนอะคะโอะ ตั้งอยู่บนเนินเขาริมทะเล ที่สามารถมองเห็นวิวของอ่าวซางามิ (Sagami Bay) ได้อย่างสวยงาม ภายในจัดแสดงดอกไม้หลากหลายชนิด หมุนเวียนกันไปตามแต่ละฤดูกาล เช่น ซากุระ ในช่วงปลายกุมภาพันธ์ – ต้นมีนาคม, ทิวลิป (Tulip) ในเดือนเมษายน และ กุหลาบ ในเดือนพฤษภาคม เป็นต้น การเที่ยวชมนั้น จะเริ่มจากด้านบนสุด ซึ่งมีคาเฟ่บรรยากาศดี เปิดอยู่ท่ามกลางสวนญี่ปุ่น คอยให้บริการด้วยนั่นเอง แล้วจึงจะค่อย ๆ เดินชมสวนดอกไม้สายพันธุ์ต่าง ๆ ไล่ลงมาเรื่อย ๆ ตามเส้นทาง

หากใครที่มาเที่ยว ตรงกับช่วงเทศกาลต่าง ๆ ก็จะได้พบกับการแสดงดนตรีสดในสวนอีกด้วยครับ ได้บรรยากาศที่ชิลล์ไปอีกแบบ นอกจากนี้ ตรงบริเวณทางออก ยังมีร้านขายของที่ระลึก ซึ่งจะเน้นไปที่ ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากดอกไม้ หรือ ของใช้ลวดลายดอกไม้ ให้ได้เลือกซื้อกันก่อนกลับอีกด้วยครับผม

พิกัด: https://goo.gl/maps/9M2Sy7kpgDu
การเดินทาง: จากสถานี JR Atami ขึ้นรถบัส Tokai Bus ปลายทาง Ajiro -asahicho แล้วลงที่ป้าย Akao Herb & Rose Garden ประมาณ 14 นาที
เว็บไซต์รอบรถบัส: http://www.tokaibus.jp.e.aeo.hp.transer.com/page.jsp?id=6173
เวลา: 9:00-16:00
ค่าเข้า: 1,000 เยน
เว็บไซต์: http://www.garden-akao.com/access/index.html


Atami Ropeway

Atami Ropeway, Atami
กระเช้าจุดชมวิวอาตามิ, อาตามิ

เป็นอีกหนึ่งสถานที่ห้ามพลาด สำหรับทุกคนที่มาเที่ยวเมืองอาตามิ (Atami) เลยก็ว่าได้ครับ เพราะ จุดชมวิวแห่งนี้ คือ มุมที่ดีที่สุด ที่จะเห็นทัศนียภาพของ เมืองอาตามิ และ อ่าวซางามิ (Sagami Bay) ในระยะที่สวยงามและโรแมนติกมากที่สุดนั่นเอง โดยวาฬแนะนำให้มาช่วงคาบเกี่ยวระหว่าง ก่อน และ หลัง พระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งเราจะได้สีของภาพที่เพอร์เฟกต์ และมีความหลากหลายไปในตัว คุ้มค่าแก่การมาเที่ยวชมมาก ๆ เลยครับ

พิกัด: https://goo.gl/maps/ttrteBcoV8q
การเดินทาง: จากสถานี Atami ขึ้นรถบัส Tokai ปลายทาง Atami Port แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที
เวลา: 9.30 – 17.30
ค่าเข้า: 600 เยน
เว็บไซต์: http://www.fuji-travel-guide.com/news-item/atami-ropeway/


Sweet House Wakaba, Ito

Sweet House Wakaba, Ito
สวีทเฮาส์ วะคะบะ, อิโต

ร้านขนมหวานชื่อดัง และเก่าแก่ประจำเมืองอิโต (Ito) ที่ไม่มีใครใน จังหวัดชิซูโอกะ (Shizuoka) ไม่รู้จัก ตัวร้านตกแต่งสไตล์วินเทจ แบบฝั่งตะวันตก เมื่อเข้าไปภายใน จึงได้พบกับบรรยากาศที่มีความย้อนยุคเบา ๆ เมนูของทางร้าน เน้นไปที่ เซ็ตของซอฟต์ครีมรสชาติต่าง ๆ กินคู่กับ เครื่องเคียงหลากหลายชนิด เช่น ผลไม้ เครป แพนเค้ก หรือ พุดดิ้ง เป็นต้น ซึ่งวาฬบอกได้คำเดียวว่าอร่อยมาก มีกี่คะแนนก็ให้เต็มหมด เป็นอีกร้านที่ยังไงก็ต้องไปลองกันให้ได้ครับผม

พิกัด: https://goo.gl/maps/eUTqYxu2JgG2
การเดินทาง: จากสถานี JR Atami นั่งสาย Ito มาลงสถานี Ito แล้วเดินต่อประมาณ 10 นาที 
เวลา: 9.00 – 22.00 ปิดวันจันทร์
เว็บไซต์: http://izufull.com/wakaba/


Komuroyama Lift, Ito

Komuroyama Lift, Ito
โคะมุโระยามะ ลิฟต์, อิโต

เป็นกระเช้าลอยฟ้าระยะสั้น (เพียง 3 นาที) พาขึ้นไปชมวิวด้านบนของ ยอดเขาโคะมุโระยามะ (สูง 321 เมตรจากระดับน้ำทะเล) จากจุดนี้ เราสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้แบบ 360 องศา ซึ่งมีไฮไลท์ที่สวยงามมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฝั่งอ่าวซางามิ (Sagami Bay) หรือ ฝั่งทิวเขาอะมะหงิ (Amagi) ที่ทอดตัวอยู่ในบริเวณตอนกลางของคาบสมุทรอิซุ (Izu) นอกจากนี้ ตรงบริเวณสถานีกระเข้าขาขึ้น ยังมีร้านอาหารพื้นเมือง เปิดให้บริการอีกด้วยนะครับ วาฬขอแนะนำ เมนู “ข้าวหน้ากุ้งซากุระ” รสชาติจะออกเค็มนิด ๆ กินคู่กับซอสของทางร้านจะช่วยเพิ่มความกลมกล่อมได้ดีเลยครับผม

พิกัด: https://goo.gl/maps/Z5C5zTncDKA2
การเดินทาง: จากสถานี JR Atami นั่งสาย Ito มาลงสถานี Ito แล้วนั่งรถบัส Tokai ลงป้าย Komuroyama Lift
เวลา: 9.30 – 16.30
ค่าเข้า: 400 เยน
เว็บไซต์: http://www.fuji-travel-guide.com/news-item/komuro-yama-kankou-lift/


Jogasaki Coast, Ito

Jogasaki Coast, Ito
ชายฝั่งโจงะซะกิ, อิโต 

แนวชายฝั่งโจงะซะกิ เป็นภูมิประเทศที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟโอะมุโระ (Omuro) ในอดีต (กว่า 4,000 ปีแล้ว) ปัจจุบัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่สวยงามมาก ๆ และ มีความยาวสูงสุด ถึง 9 กิโลเมตร เหมาะสำหรับ คนที่ชอบแอดเวนเจอร์ และเดินป่าแบบจริงจัง ส่วนไฮไลท์สำคัญที่ทำให้บริเวณนี้ มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ สะพานแขวน “คาโดวากิซากิ” (Kadowakizaki) ที่มีความสูงถึง 48 เมตร ใช้เชื่อมระหว่าง แนวชายฝั่งที่ยื่นออกไปในทะเล ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอิน และถ่ายรูปยอดนิยมที่ห้ามพลาดอย่างเด็ดขาดเลยครับ

พิกัด: https://goo.gl/maps/TgJsLs5LbNp
การเดินทาง: นั่งรถไฟมาลงสถานี Izu Kogen แล้วต่อรถบัสไป Kaiyo Koen โดยลงที่ป้าย Izu Kaiyo Koen (10 นาที รถบัสออกชั่วโมงละ 1 รอบ)
เว็บไซต์: https://www.japan-guide.com/e/e6308.html หรือ http://itospa.com/nature_park/np_zyogasaki/


IZU Teddy Bear Museum, Ito

IZU Teddy Bear Museum, Ito
พิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์ อิซุ, อิโต

เท็ดดี้แบร์ คือ ตุ๊กตา หรือ ของเล่นรูปหมี เป็นของขวัญยอดนิยมของผู้คนทั่วโลก สำหรับการแสดงออกซึ่งความรัก หรือ ความยินดี ที่ยังแฝงนัยยะเรื่อง ความอดทน และความเข้มแข็ง ส่งต่อไปยังผู้รับของขวัญอีกด้วย วาฬเชื่อว่า ทุกคนต้องเคยมีโมเมนต์ที่อินกับเจ้าเท็ดดี้แบร์กันอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย ดังนั้นที่พิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์ อิซุ แห่งนี้ จึงน่าจะตอบโจทย์ และช่วยเติมเต็มความทรงจำดี ๆ ให้กับใครหลากคนได้อย่างแน่นอนครับ

นอกจากเรื่องราวของเท็ดดี้แบร์แล้ว ในบริเวณชั้น 2 ของพิพิธภัณฑ์ ยังมีนิทรรศการพิเศษ ที่แวะเวียน ผลัดกันมาจัดแสดง ในแต่ละช่วงเวลาอีกด้วยครับ โดย ณ ตอนนี้ เป็นคิวของ อะนิเมะยอดนิยมอย่าง “My Neighbor Totoro” Stuffed Doll Exhibit โดยมีการนำเอาฉากต่าง ๆ ในภาพยนตร์ ตลอดจน ตัวละครชื่อดัง มาจัดแสดงให้เราได้ชม และถ่ายรูปกันแบบจุใจ ซึ่งทำออกมาได้น่ารักมาก ๆ ด้วย ใครที่เป็นแฟนของโทโทโระ และสตูดิโอจิบลิ (Ghibli) อยู่แล้ว ต้องห้ามพลาดจริง ๆ ครับ

พิกัด: https://goo.gl/maps/25dr9J5CK842
การเดินทาง: จากสถานี JR Atami นั่งสาย Ito มาลงสถานี Ito แล้วเปลี่ยนสายเป็น Izu Kyuko มาลงสถานี Izu Koen และเดินต่อมาประมาณ 10 นาที
เวลา: 9.30 – 16.30
ค่าเข้า: 1,080 เยน
เว็บไซต์: http://www.teddynet.co.jp/izu/info/ (ภาษาญี่ปุ่น)


GRAND ILLUMINATION at Izu Granpal Park, Ito
งานประดับไฟยามค่ำคืนที่สวนอิซุ แกรนพาล, อิโต

อีกหนึ่งงานประดับไฟสุดยิ่งใหญ่ ที่เคยคว้ารางวัล งานประดับไฟยามค่ำคืนที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นมาแล้ว (ปี 2016-2017) จุดเด่นของที่นี่ คือ ขนาดพื้นที่อันกว้างขวาง และโซนต่าง ๆ ที่แบ่งการนำเสนอออกเป็นหลากหลายธีม ไม่ว่าจะเป็น อุโมงค์ไฟ, สวนดอกไม้, สวนเค้ก และส่วนการจัดแสดงแสง สี เสียง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมแอดเวนเจอร์สำหรับคนที่ชอบความหวาดเสียว อย่างการโหนสลิง (Zip line) ข้ามผ่านงานจัดแสดงไฟด้านล่าง อีกด้วยครับ มุมมองจากบนสลิง เราจะเห็นเหมือนเป็นผืนทะเลประดับไฟ ที่ทำให้ ดูยิ่งใหญ่ อลังการ มากขึ้นไปอีกเลยทีเดียวครับ

พิกัด: https://goo.gl/maps/UrERQ1MmLKq
การเดินทาง: จากสถานี JR Atami นั่งสาย Ito มาลงสถานี Ito แล้วเปลี่ยนสายเป็น Izu Kyuko มาลงสถานี Izu Koen แล้วต่อรถบัส Tokai มาลงป้าย Izu Granpal Amusement Park ประมาณ 20 นาที
เว็บไซต์ตารางรอบรถ: https://granillumi.com/wp-conte…/uploads/2018/…/bus_1810.jpg (ดาวอันที่ 2)
เวลา: 16.30 – 21.30
ค่าเข้า: 1,500 เยน
เว็บไซต์: https://granillumi.com/en/


Oyukake Benzaiten Statue, Higashiizu
เทวรูปเจ้าแม่เบ็นไซเต็ง, ฮิงาชิอิซุ 

เจ้าแม่เบ็นไซเต็ง ปรากฏอยู่ในความเชื่อทางพระพุทธศาสนาแบบญี่ปุ่น ถือเป็นหนึ่งในเทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้ง 7 (Shichi Fukujin) ซึ่งนับถือกันเป็นอย่างมาก และยังเป็นเทพีแห่ง ความงาม ศิลปะ และ ดนตรี อีกด้วย (จะเห็นได้ว่าเทวรูปของพระองค์นั้น กำลังเล่นเครื่องสายของญี่ปุ่นอยู่เสมอ) เชื่อกันว่า พระองค์จะดลบันดาลให้เกิดแสงสว่างแห่งปัญญา และโชคลาภ แก่ผู้คนที่บูชา และศรัทธาในพระองค์ นั่นเองครับ

สำหรับเทวรูปเจ้าแม่เบ็นไซเต็งของที่นี่นั้น มีความสำคัญในฐานะเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านในละแวกนี้ และเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก โดยวิธีการสักการะก็คือ ให้นำเหรียญ 5 เยน ไปผ่านน้ำร้อน จากบ่อน้ำร้อนข้าง ๆ เทวรูป ก่อนที่จะโยนเข้ากล่อง และข้อพรได้ตามปกติครับผม

พิกัด: https://goo.gl/maps/KFNJL3skrQ52
การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Izukyoko ปลายทาง Shimoda ลงที่สถานี Izu-Atagawa แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที
เว็บไซต์: https://www.guidoor.jp/th/place/higashiizu/oyukake-benten/


Tokuzomaru restaurant

Tokuzomaru restaurant, Higashiizu
ภัตตาคาร โทะคุโซมารุ, ฮิงาชิอิซุ

ปิดท้าย อิซุ (Izu) โซนฝั่งตะวันออกกันที่ ภัตตาคาร โทะคุโซมารุ ร้านอาหารชื่อดัง ประจำตำบลฮิงาชิอิซุ (Higashiizu) ที่วาฬต้องยอมรับเลยว่า อร่อยเด็ดจริง ๆ ครับ โดยไฮไลท์ของที่นี่ก็คือ เมนูที่ทำจากวัตถุดิบหายาก จากทะเลในแถบนี้ อย่าง ปลาคินเมะได (Kinmedai) หรือ กระพงแดงตาโต นั่นเอง ใครที่ชื่นชอบอาหารทะเลสด ๆ ต้องไปลองให้ได้เลยครับ 

พิกัด: https://goo.gl/maps/4LdvMDFyZs72
การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Izukyoko ปลายทาง Izukyo-Shimoda ลงที่สถานี Izu-Inatori เดินต่อประมาณ 700 เมตร
เวลา: 10.00 – 17.45 (ปิดวันพฤหัสบดี)
เว็บไซต์: http://1930.co.jp/ (ภาษาญี่ปุ่น)


Shimoda Park, Shimoda
สวนชิโมะดะ, ชิโมะดะ

ในเดือนมิถุนายนของทุกปี สวนแห่งนี้จะกลายเป็นสถานที่จัดเทศกาลไฮเดรนเยีย (หรือ อะจิไซ ในภาษาญี่ปุ่น) ซึ่งถือได้ว่า เป็นสวนไฮเดรนเยียที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นเลยทีเดียว ไฮไลท์คือ การได้พบกับความอลังการของไฮเดรนเยียจำนวนมาก ที่เบ่งบานแบบไล่ระดับกันไป จนเต็มพื้นที่ของเนินเขานั่นเองครับ นอกจากนี้ บริเวณด้านบน ยังเป็นจุดชมวิว ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์อันสวยงามของท่าเรือ และตัวเมืองชิโมะดะ ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย 

จริง ๆ แล้วเมืองชิโมะดะ มีความสำคัญในทางประวัติศาสตร์มาก ๆ เพราะเป็นหนึ่งในเมืองท่า ที่ต้องเปิดทำการค้ากับสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก ตามสนธิสัญญาคะนะงะวะ ดังนั้น ในสวนชิโมะดะ จึงมีอนุสาวรีย์เพื่อระลึกถึงบุคคลสำคัญในช่วงเวลานั้น ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นด้วยนั่นเอง เผื่อใครที่ไปเจอแล้วสงสัย วาฬเลยนำข้อมูลมาฝากกันเล็กน้อยครับผม

พิกัด: https://goo.gl/maps/A2zPCks8siF2
เปิด: ตลอดเวลา
การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR สาย Odoriko ลงสถานี Izukyu-Shimoda หลังจากนั้นนั่งรถบัสหน้าสถานีที่ป้ายบอกว่าไปลง Shimoda Aquarium (ในช่วงงานเทศกาลดอกไฮเดรนเยียรถบัสจะจอดหน้าสวนเลย)
เว็บไซต์: https://www.japan-guide.com/e/e6302.html


Ryugu Sea Cave

Ryugu Sea Cave, Shimoda
ถํ้าริวงูคุตสุ,  ชิโมะดะ

ถํ้าริวงู (Ryugu Kutsu) เดิมเป็นเพียง ถํ้าริมชายฝั่งทะเล ธรรมดา ๆ  ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะของคลื่น ที่พบเห็นได้โดยทั่วไป แต่ต่อมา เพดานถํ้าได้เกิดการพังถล่มลงเป็นวงกว้าง จนกลายมาเป็นโพรงขนาดใหญ่ และจุดนี้เอง คือความพิเศษของที่นี่ในปัจจุบันเลยครับ เพราะหากเรามองลงไปจากด้านบน จะเห็นคล้ายเป็นรูปหัวใจ ในบรรยากาศที่ดูโรแมนติกอยู่ไม่น้อย ถูกใจคู่รักอย่างแน่นอนฮะ

หลังจากชมถํ้าริวงูคุตสุ เรียบร้อยแล้ว ใกล้ ๆ กันยังมีเนินทรายธรรมชาติ ให้ทุกคนได้ทดลองเล่นเลื่อนทราย อีกด้วย (คล้าย ๆ กับ เลื่อนหิมะ ในลานสกีเลยครับ) ใครที่สนใจสามารถหาเช่ากระบะเลื่อน ได้จากโรงแรมที่เปิดให้บริการในบริเวณนั้นครับผม   

พิกัด: https://goo.gl/maps/4Fr5AnpgciJ2การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Izukyoko ลงที่สถานี Izukyu-Shimoda แล้วต่อรถบัสไปลงที่ป้าย Maenohama แล้วเดินต่อประมาณ 200 เมตรเว็บไซต์: https://www.guidoor.jp/th/place/shimoda/secret-cave-ryugukutsu-and-sand-ski-area/


Shimoda Ropeway, Shimoda
กระเช้าจุดชมวิวกระเช้าจุดชมวิวอาตามิ, ชิโมะดะ

มาถึงเมืองสวย ๆ ทั้งที ก็ย่อมพลาดไม่ได้เลยครับ ที่จะต้องขึ้นโรปเวย์ ไปชมทัศนียภาพแบบเต็มตา ของเมืองกระเช้าจุดชมวิวอาตามิ บนยอดเขา เนะสุงาตะ (Nesugata) จุดชุมวิวที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของ จังหวัดชิซูโอกะ และคาบสมุทรอิซุแห่งนี้ (ได้รับการจัดอันดับว่าเป็น 1 ใน 3 จุดชมวิวที่ดีที่สุดในอิซุ) นอกจาก ตัวเมืองชิโมะดะแล้ว ที่นี่ยังสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของ อ่าวซางามิ (Sagami Bay) ในมุมมองที่แตกต่าง และสวยงามมาก ๆ ได้อีกด้วยครับ

เพิ่มความโรแมนติกให้กับวิวสวย ๆ เข้าไปอีก ด้วยศาลเจ้า ไอเซนโดะ (Aizendo) ซึ่งตั้งอยู่บนจุดชมวิวเลยครับ โดยเชื่อกันว่า ที่นี่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก ๆ ในด้านการให้พร เกี่ยวกับ ความรัก และการใช้ชีวิตคู่ให้ยืนยาว คนญี่ปุ่นจะนิยมเขียนคำอธิษฐานลงในกระดาษไม้รูปหัวใจ แล้วนำแขวนไว้ที่ศาลเจ้าแห่งนี้ เพื่อหวังให้สิ่งที่ขอ กลายเป็นความจริง กิจกรรมน่ารัก ๆ แบบนี้ คู่รักนักท่องเที่ยวต้องห้ามพลาดเลยนะครับ

พิกัด: https://goo.gl/maps/jrDHTzXKL6A2
การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Izukyoko ลงที่สถานี Izukyu-Shimoda แล้วเดินต่อประมาณ 3 นาทีเวลา: 9.00 -16.30ค่าเข้า: 1,030 เยนเว็บไซต์: http://www.ropeway.co.jp/english%20language/english.html


Irozaki Cape

Irozaki Cape, Minamiizu
แหลมอิโรซากิ, มินามิอิซุ

แหลมอิโรซากิ ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้สุดของคาบสมุทรอิซุ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่สวยงาม ด้วยบรรยากาศของ ชายหาด และ หน้าผาโขดหิน ที่มีเอกลักษณ์ หาชมได้ยากจากที่อื่น อีกทั้งยังถือเป็นจุดชมวิวมหาสมุทรแปซิฟิก ที่ดีงามไม่แพ้ที่ใด อีกด้วย

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด คือ การล่องเรือชมแหลมอิโรซากิ ที่จะทำให้เรา ได้เห็นทิวทัศน์ของหน้าผาโขดหินในมุมมองที่แตกต่างไปจากการเดินชมบนฝั่งอย่างแน่นอน ซึ่งถ่ายรูปกลับเข้ามาจะสวยมาก ๆ เลยครับ สำหรับบริการนี้ ใช้เวลาแค่เพียง 25 นาที เท่านั้นเอง วาฬว่ากำลังดีเลย ใครที่มาถึงแล้วต้องลองครับผม

พิกัด: https://goo.gl/maps/e26hQJ5V4ZN2
การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Izukyoko ลงที่สถานี Izukyu-Shimoda แล้วนั่งรถบัส Tokai มาลงที่ป้าย Irozaki-Guchi ประมาณท 40 นาที แล้วเดินต่ออีกประมาณ 7 นาที เพื่อมายังจุดขึ้นเรือ
เวลา: 9.00 -16.00
ค่าเข้า: 1,400 เยน
เว็บไซต์: http://www.izu-kamori.jp/izu-cruise/route/irouzaki.html


Kawazu Nanadaru

Kawazu Nanadaru, Kawazu
น้ำตกทั้ง 7 แห่งคะวะซุ, คะวะซุ

น้ำตกทั้ง 7 แห่งคะวะซุ สามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ ด้วยเส้นทางชมธรรมชาติที่เดินได้อย่างสะดวกสบาย รวมระยะทั้งสิ้น ประมาณ 2 กิโลเมตรครับ โดยระหว่างทางจะมีรูปปั้นของตัวละคร (นักแสดงนำ) ในเรื่อง “The Dancing Girl of Izu” ที่ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นของ นักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมอย่าง คาวาบาตะ ยาซูนาริ (Kawabata Yasunari) อีกด้วย อย่าลืมแวะถ่ายรูปกันนะครับ

สำหรับใครที่มีเวลาไม่มากนัก วาฬแนะนำให้เลือกชมเฉพาะบางจุด โดยเฉพาะโซนที่ไม่ไกลเท่าไหร่ ยังไงก็สวยงามมากแล้วครับ ส่วนคนที่วางแผนมาแบบยืดหยุ่น ชิลล์ ๆ ภายในบริเวณน้ำตกจะมีร้านน้ำชา และ เรียวกัง เปิดให้บริการกระจายตัวอยู่หลายจุด อีกด้วยนะครับ ลองเลือกแวะพักได้ครับผม

พิกัด: https://goo.gl/maps/8NT1cxUHFTH2
การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Izukyoko ลงที่สถานี Kawazu แล้วต่อรถบัส Tokai จากสถานี Kawazu มาลงที่ป้าย Mizutare แล้วเดินจากจุดน้ำตกแรกไปจนถึงจุดสุดท้ายใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
เว็บไซต์: https://www.nanadaru.com/


Joren Falls, Izu

Joren Falls, Izu
น้ำตกโจเรน, อิซุ

จาก น้ำตกทั้ง 7 แห่งคะวะซุ วาฬพาขยับขึ้นมาทางตอนกลางของอิซุมากขึ้น เพื่อมาชม น้ำตกโจเรน น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในภูเขาอะมะหงิ (Amagi) ซึ่งมีความสูงถึง 25 เมตร และถูกจัดอันเป็นน้ำตกที่สวยที่สุด 1 ใน 100 ของญี่ปุ่นอีกด้วยครับ โดยเส้นทางน้ำ ของน้ำตกแห่งนี้ แต่เดิมเกิดจากการไหลของลาวาจากภูเขาไฟ ทำให้มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม และแปลกตาไม่น้อยเลยครับ

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ขาดไม่ได้เลยคือ การเยี่ยมชม ระบบฟาร์มวาซาบิ ที่ปลูกโดยอาศัยน้ำจากน้ำตกโจเรนนั่นเอง ด้วยแร่ธาตุจากตะกอนภูเขาไฟในสายน้ำ ทำให้วาซาบิแห่งเมืองอิซุนั้น มีคุณภาพและรสชาติที่ดี จนมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นเลยทีเดียวครับ ใครที่ชื่นชอบวาซาบิ สามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ และของกินที่ทำจากวาซาบิ หลากหลายรูปแบบจากที่นี่ได้เลยครับผม (มีไอศกรีมวาซาบิ และน้ำวาซาบิผสมโซดาด้วย)

พิกัด: https://goo.gl/maps/z7u9UwJRtWv
การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Izukyoko ลงที่สถานี Kawazu แล้วต่อรถบัส Tokai จากสถานี Kawazu มาลงที่ป้าย Jorennotaki
เวลา: 8.30 – 16.30
เว็บไซต์: http://eigo.j-taki.com/traffic.html


Shuzenji Onsen, Izu
ชูเซนจิ ออนเซ็น, อิซุ

หมู่บ้านออนเซ็นเล็ก ๆ บนภูเขา ที่ชื่อเสียงและความนิยมนั้น ไม่ได้เล็กตามขนาดเลยครับ เพราะถูกจัดอันดับเป็นแหล่งออนเซ็นที่ดีที่สุด 1 ใน 100 ของญี่ปุ่น ส่วนชื่อ ชูเซนจิ นั้นมาจาก ชื่อของวัด ชูเซนจิ (Shuzenji Temple) ซึ่งเป็นวัดพุทธ ฯ นิกายเซน ที่มีความเก่าแก่มาก โดยตัวอาคารต่าง ๆ ในปัจจุบันมีอายุกว่า 100 ปีแล้วทั้งสิ้น ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่วาฬแนะนำมาก ๆ ให้เข้าไปเยี่ยมชม หากมาเที่ยวที่ ชูเซนจิ ออนเซ็น ครับ

ในตัวหมูบ้านจะมี เรียวกังแบบออนเซ็น จำนวนมากเปิดให้บริการ แถมยังมี หลายระดับ ตั้งแต่ธรรมดาทั่ว ๆ ไปจนถึง หรูหราอย่างดี ให้เลือกเข้าพักกันตามสะดวกอีกด้วยครับ บรรยากาศโดยรวมให้อารมณ์ความเป็นชนบทที่ผสมกับความย้อนยุคนิด ๆ ได้อย่างลงตัว แถมมี ทางเดินป่าไผ่เล็ก ๆ คล้ายกับที่เกียวโตให้ด้วย สายออนเซ็นห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงคร้าบ

พิกัด: https://goo.gl/maps/EL8eRR1SZbR2
การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Izukyoko ลงที่สถานี Kawazu แล้วต่อรถบัส Tokai จากสถานี Kawazu มาลงที่ป้าย Shuzenji Onsen
เว็บไซต์: http://www.shuzenji.info/english/


Izunokuni Panorama Park, Izunokuni
อิซุโนะคุนิ พาโนรามา พาร์ค, อิซุโนะคุนิ

มาถึงจุดชมวิวฟูจิ ประจำตอนที่ 2 กันบ้าง คราวนี้วาฬพามาที่ อิซุโนะคุนิ พาโนรามา พาร์ค ที่ต้องนั่งกระเช้าขึ้นมาบนเขาเช่นเคยครับ น่าเสียดายที่ ตอนวาฬมา มีหมอกลงหนาพอดีเลย ทำให้ไม่ได้เห็นอะไรมากเท่าที่ควร แต่ยังโชคดีที่ ทางสถานที่เขาก็ได้ให้รูปในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งกับวาฬมา สำหรับแชร์ให้ทุกคนได้ดูกันแทนนะครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่า เป็นอีกจุดที่สามารถมองเห็น ภูเขาไฟฟูจิ และอ่าวซุรุงะ (Suruga) ได้อย่างสวยงามมาก ๆ เลย แถมยังมีบริการแช่เท้าในออนเซ็นไปพร้อม ๆ กับการชมวิวอีกด้วย ชิลล์ ไปอีกกก

นอกจากนี้ ด้านบนยังมี ศาลเจ้า และ จิโซ (Jizo) หรือ พระพุทธรูปหินขนาดเล็ก 100 องค์ ที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะขึ้นมาสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล และขอพรเรื่องโชคลาภ รวมถึงเนื้อคู่ กันอีกด้วยครับผม

พิกัด: https://goo.gl/maps/FnJk7w9kLop
การเดินทาง: จากสถานี Mishima นั่งสาย Izuhakone Tetsudo-Sunzu มาลงสถานี Izu-Nagaoka แล้วต่อรถบัสหน้าสถานีไปลงป้าย Izunokuni Shiyakushoหรือ จากสถานี Shinjuku นั่งรถบัส Izu-Shinkuku Liner ประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที
เวลา: 9.00 – 16.40
ค่าเข้า: 1,800 เยน (ค่าขึ้น Ropewayไปกลับ)
เว็บไซต์: http://www.panoramapark.co.jp/en/


Nirayama Reverberatory Furnace


Nirayama Reverberatory Furnace, Izunokuni
เตาหลอมนิรายามะ, อิซุโนะคุนิ

เตาหลอมนิรายามะ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยยูเนสโก (UNESCO) เนื่องจากเป็นเตาหลอมอาวุธสงครามในสมัยก่อน ที่ยังคงเหลืออยู่ และใช้ได้จริงในปัจจุบัน อีกทั้ง ยังเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของญี่ปุ่นในการแสดงถึง ความเป็นผู้นำด้านความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม ในช่วงเวลานั้นอีกด้วย ใครที่สนใจข้อมูลเหล่านี้ สามารถเข้าไปศึกษาได้จากพิพิธภัณฑ์เตาหลอมนิรายามะ ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันได้เลยครับผม

พิกัด: https://goo.gl/maps/5PAch2mUefo
การเดินทาง: ใช้รถไฟสาย Izuhakone ลงที่สถานี Izu Nagaoka แล้วเดินต่อประมาณ 30 นาที หรือขึ้นรถบัส Tokai รถบัสมาชั่วโมงละ 1 คัน
เวลา: 9.00 – 17.00
ค่าเข้า: 500 เยน
: https://www.guidoor.jp/th/spot/izunokuni/nirayama-reverberatory-furnace/


Mishima jinja

Mishima Taisha, Mishima
ศาลเจ้ามิชิมะ, มิชิมะ

ศาลเจ้าชื่อดังแห่งอิซุ ที่มีความเก่าแก่มากจนผู้บันทึกเหตุการณ์ในแต่ละสมัย ยังไม่อาจทราบได้อย่างแน่ชัดเลยว่าสร้างขึ้นเมื่อใด ในปัจจุบันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในด้านความเชื่อของผู้คนในจังหวัดชิซูโอกะ และมักจะมาขอพรให้มีโชคลาภในช่วงเทศกาลสำคัญต่าง ๆ กันอย่างเนืองแน่น อีกหนึ่งไฮไลท์ที่สำคัญคือ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่นี่จะกลายเป็นจุดชมซากุระ ที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในคาบสมุทรอิซุเลยทีเดียวครับ

พิกัด: https://goo.gl/maps/HGpLfwGho3r
การเดินทาง: ลงรถไฟสถานี JR Mishima แล้วเดินต่อไปยังศาลเจ้าประมาณ 1 กิโลเมตร 10 นาที
เว็บไซต์: https://www.guidoor.jp/th/place/mishima/mishima-taisha-shrine/


Mishima Skywalk, Mishima
มิชิมะสกายวอร์ค, มิชิมะ

เริ่มต้นตอนที่ 3 กันที่จุดชมภูเขาไฟฟูจิกันเลยครับ คราวนี้วาฬพามาที่ มิชิมะ สกายวอร์ค สะพานแขวนคนเดินที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น (ยาว 400 เมตร สูง 70.6 เมตรจากระดับน้ำทะเล) ถือเป็นแหล่งชมวิวภูเขาไฟฟูจิ ที่เขยิบเข้ามาใกล้มากขึ้นกว่า 2 ตอนที่ผ่านมา ทำให้ในวันที่ท้องฟ้าเปิดเต็มที่ เราจะได้เห็นภูเขาไฟฟูจิ แบบเต็มตาและชัดเจนมาก ๆ ครับ นอกจากนี้ ยังสามารถมองเห็น อ่าวซุรุงะ (Suruga)  หรือทะลฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรอิซุ ได้อย่างสวยงามมาก ๆ อีกด้วย (อ่าวแห่งนี้มีร่องน้ำที่ลึกที่สุดในญี่ปุ่นด้วยนะครับ)

สำหรับใครที่ชอบความหวาดเสียว ที่นี่มี “ซิปไลน์” หรือ การเล่นโหนสลิง ไว้คอยให้บริการด้วยนะครับ ส่วนใครที่มาสายชิลล์ ก็ยังมีคาเฟ่ บรรยากาศดี ๆ เปิดให้นั่งจิบกาแฟ กันไปเพลิน ๆ หรือ ถ้าใครเป็นสายธรรมชาติ ผสมกับสายมูหน่อย ๆ ก็ห้ามพลาดเลย ที่จะหาซื้อเครื่องราง ที่มีเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้แปะติดไว้ ให้เราอธิษฐานขอพร ก่อนที่จะโยนลงไปจากสะพาน เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวต่อไป เรียกได้ว่า ตอบโจทย์ครบทุกแนวจริง ๆ ครับ 

พิกัด: https://goo.gl/maps/kYmwS5g9jWU2
การเดินทาง: จากสถานี JR Mishima ให้นั่งรถบัสจากหน้าสถานีที่ป้ายหมายเลข 5 มายังป้าย Mishima Skywalk  ประมาณ 25 นาที
เวลา: 9.00 – 17.00
ค่าเข้า: 1,000 เยน
เว็บไซต์: http://mishima-skywalk.jp/pdf/english_pamph_2018.pdf


Love Live! Sunshine!! Locations, Numazu
ตามรอยสถานที่จริงในเลิฟไลฟ์! ซันไชน์!!, นูมาซุ

เลิฟไลฟ์! ซันไชน์!! เป็นชื่อของอนิเมะ เกี่ยวกับ “สคูลไอดอล” ที่กำลังโด่งดังมาก ๆ ในญี่ปุ่น และเริ่มมีผู้ติดตาม ชาวไทยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความน่ารักสดใส และความสมจริง ของเหล่าตัวละครเด็กสาวในเรื่อง ได้สร้างกลุ่มแฟนคลับที่เหนียวแน่น ให้อารมณ์ไม่ต่างไปจาก โอตะของ BNK48 ประมาณนั้นเลยครับ และ เลิฟไลฟ์! ซันไชน์!! ได้เลือกใช้ฉากหลัง เป็นเมืองนูมาซุ (Numazu) ทำให้สถานที่ต่าง ๆ ส่วนมาก ซึ่งถูกวาดออกมาเป็นภาพการ์ตูนอย่างวิจิตรสวยงามนั้น จึงล้วนแล้วแต่ มีอยู่จริง และรอคอยให้แฟน ๆ อนิเมะ ได้มาตามรอยกันนั่นเอง

หนึ่งในสถานที่สำคัญ ที่ต้องไปให้ได้เลยก็คือ เกาะอะวะชิมะ (Awashima) เพราะเป็นศูนย์รวมของ โลเคชันเด่น ๆ จากอะนิเมะ ที่ครบมากที่สุดแห่งหนึ่งในนูมาซุ ไม่ว่าจะเป็น บริเวณท่าเรือของเกาะ, อะวะชิมะ มารีน พาร์ค (Awashima Marine Park) หรือ ศาลเจ้าอะวะชิมะ (Awashima Shrine) นั่นเองครับ

แค่ก้าวแรกที่เข้ามาในเมือง เราก็จะได้เห็นรูปของตัวละครและฉากต่าง ๆ ปรากฎอยู่แทบจะทุกที่อยู่แล้ว ทั้ง ในสถานีรถไฟ, ในขบวนรถไฟ, ในรถบัสโดยสาร หรือ ในเรือข้ามฟากก็ตาม ใครที่เป็นแฟนคลับ เลิฟไลฟ์! ซันไชน์!! ต้องลองมาตามรอยกันให้ได้สักครั้งครับ ไม่ผิดหวังแน่นอน

พิกัด Awashima Marine Park : https://goo.gl/maps/m2fp7urC4uz
การเดินทาง: จากสถานี JR Numazu ขึ้นรถบัสที่ป้ายหมายเลข 8 ปลายทาง Awashima Marine Park
เวลา: 9.30 – 17.00
ค่าเข้า: 1,800 เยน
เว็บไซต์: http://www.marinepark.jp/english/


Izu-Mito Sea Paradise, Numazu
อิสุมิโตะซีพาราไดซ์, นูมาซุ

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้ มีดีที่ เราสามารถมองเห็นวิวของภูเขาไฟฟูจิได้ ขณะกำลังชมการแสดงโชว์โลมาไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้น ในวันที่อากาศแจ่มใส และท้องฟ้าเปิดเต็มที่ วาฬจึงแนะนำมาก ๆ เลยครับ น่าจะเป็นบรรยากาศที่แปลกใหม่ในการดูภูเขาไฟฟูจิสำหรับใครหลาย ๆ คนเลยทีเดียว

พิกัด: https://goo.gl/maps/914Ba87rEfA2
การเดินทาง: ลงสถานี Izu Nagaoka แล้วนั่งรถบัส Izu Hakone ลงป้าย Izu-Mito Sea Paradise
เวลา: 9.00 – 17.00
ค่าเข้า: 1,960 เยนเว็บไซต์: http://www.izuhakone.co.jp/seapara/


Dogashima Cave, Nishiizu

Dogashima Cave, Nishiizu
ถ้ำโดงาชิมะ, นิชิอิซุ

ถ้ำโดงาชิมะ ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันตกของคาบสมทุรอิซุ เราสามารถนั่งเรือเข้าไปชมภายในถ้ำได้ (เรือพาชมรอบ ๆ อ่าว และเข้าไปในถ้ำ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที) โดยมีไฮไลท์คือ ภาพความสวยงามของ จุดที่เพดานถ้ำพังถล่มลงมา จนเกิดเป็นช่องว่าง ให้แสงอาทิตย์สาดส่องลงไปกระทบกับผิวน้ำ ส่วนภายนอกถ้ำนั้น ยังเป็นบริเวณที่ นักท่องเที่ยวนิยมเดินเล่น เพื่อสัมผัสกับบรรยากาศของชายฝั่งโดงาชิมะ  หรือ จะรอชมพระอาทิตย์ตกดิน ก็เป็นอะไรที่ดีงามไม่น้อยเช่นกันครับ 

พิกัด: https://goo.gl/maps/EhHyf8weFwG2
การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR ลงสถานี Shuzenji แล้วต่อรถบัส Tokai ปลายทาง Matsuzaki ลงป้าย Dogashima
เวลา: 8.15 – 16.30
ค่านั่งเรือ: เริ่มต้นที่ 1,200 เยน (สำหรับรอบเล็ก)
เว็บไซต์: http://izudougasima-yuransen.com/en/


Koibito Misaki (Lover’s Cape), Izu

Koibito Misaki (Lover’s Cape), Izu
โคอิบิโตะมิซากิ (แหลมคู่รัก), อิซุ

ในบรรดา อนุสรณ์แห่งความรัก มากมายในญี่ปุ่น โคอิบิโตะ มิซากิ คือหนึ่งในแหลมคู่รักออริจินอล ที่โด่งดังเป็นอย่างมากในหมู่คนญี่ปุ่นมาช้านาน จนกลายเป็น สถานที่จัดงานแต่งงานยอดฮิต โดยมีสักขีพยานเป็นทิวทัศน์ของภูเขาไฟฟูจิ  ที่ปรากฏเป็นฉากหลังอย่างสวยงามอีกด้วย ส่วนนักท่องเที่ยวก็จะนิยมมาสั่นกระดิ่ง (Bell of Love) เพื่อขอพรให้ความรักสมหวังนั่นเองครับ

พิกัด: https://goo.gl/maps/74CahdQejmP2
การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR ลงสถานี Shuzenji แล้วต่อรถบัส Tokai ปลายทาง Matsuzaki ลงป้าย Koibito Misaki
เวลา: 9.00 – 17.00
เว็บไซต์: http://koibito.toi-onsen.com


Koganezaki Cape, Nishiizu แหลมโคะงาเนะซากิ, นิชิอิซุ

Koganezaki Cape, Nishiizuแหลมโคะงาเนะซากิ, นิชิอิซุ

ในคาบสมุทรอิซุฝั่งตะวันตก มีแหลม หรือ ชายหาดสวย ๆ ที่เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินมากมาย แต่ทั้งนี้  แหลมโคะงาเนะซากิเอง ก็ยังคงมีเอกลักษณ์พิเศษที่ไม่เหมือนใคร ชวนให้ลองไปสัมผัสกันมาก ๆ นั่นก็คือ หน้าผาที่ยื่นออกไปในทะเล ซึ่งมีรูปร่างคล้ายส่วนหัวของม้าอย่างน่าทึ่ง โดยในวันที่ท้องฟ้าเปิด และแสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องลงมาที่หน้าผาพอดี หน้าผาดังกล่าวจะกลายเป็นม้าสีทองอร่าม ที่สวยงามมาก ๆ ครับ

พิกัด: https://goo.gl/maps/wgw4ReYqjrjการเดินทาง: นั่งรถไฟ JR ลงสถานี Shuzenji แล้วต่อรถบัส Tokai ปลายทาง Matsuzaki ลงป้าย Koganezaki Crystal Parkเว็บไซต์: https://www.japan.travel/en/spot/1277/


Suraga Bay Ferry, Izu

Suraga Bay Ferry, Izu
เรือข้ามฟากอ่าวซุรุงะ, อิซุ

หลังจากเที่ยวจนทั่วคาบสมุทรอิซุแล้ว วาฬแนะนำให้ ใช้บริการเรือข้ามฟากอ่าวซุรุงะ เพื่อพุ่งตรงไปปิดท้ายทริปที่เมืองชิซูโอกะ (Shizuoka) เมืองเอกของจังหวัดชิซูโอกะ ซึ่งใช้เวลาโดยสารรอบละ ประมาณ 70 นาที เท่านั้นครับ ข้อดีก็คือ วิธีนี้จะทำให้เราได้เห็นวิวภูเขาไฟฟูจิอย่างเต็มตาจากอ่าวซุรุงะ และยังได้เปลี่ยนบรรยากาศการเดินทางจากการนั่งรถไฟมาเป็นลงเรือดูบ้างอีกด้วยครับ

พิกัด: https://goo.gl/maps/yA42xRgXBU92การเดินทาง: นั่งจากฝั่ง IZU นั่งรถไฟ JR ลงสถานี Shuzenji แล้วต่อรถบัส Tokai ลงป้าย Toi Portราคา: 2,260 เยน เว็บไซต์: https://www.dream-ferry.co.jp/en/


Chibi Maruko-chan Land, Shizuoka

Chibi Maruko-chan Land, Shizuoka
จิบิมารุโกะจังแลนด์, ชิซูโอกะ

“จิบิ มารุโกะจัง” เป็นหนึ่งใน มังงะ และอนิเมะ ชื่อดัง ที่น่าจะอยู่ในความทรงจำของแฟน ๆ ชาวไทย มากที่สุดเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ ด้วยเพราะเสน่ห์จาก ความน่ารัก และความคิดที่ไม่เหมือนใคร ของ มารุโกะจัง เด็กหญิง ป.3 ที่เป็นตัวละครเอกของเรื่อง เรามาถึงเมือง ชิซูโอกะ ที่เป็นเสมือนบ้านเกิดของ จิบิ มารุโกะจัง ทั้งที ย่อมไม่ควรพลาดที่จะแวะไปสัมผัสกับเรื่องราวของการ์ตูนเรื่องนี้ กันที่ “ จิบิ มารุโกะจังแลนด์” พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงภาพวาดต้นฉบับของอาจารย์ โมโมโกะ ซากุระ (Momoko Sakura) ผู้ให้กำเนิด มารุโกะจัง รวมถึง โซนจำลองฉากต่าง ๆ ในเรื่องที่ทำออกมาได้น่ารักมาก ๆ เลยครับผม

โดยเฉพาะในโซนห้องเรียน ที่เราจะได้พบกับ มารุโกะจัง ออกมาถ่ายรูปคู่กับนักท่องเที่ยวกันด้วย แฟน ๆ มารุโกะจัง ห้ามพลาดเลยฮะ สำหรับในโซนของที่ระลึก ก็จัดเต็มด้วยสินค้าลวดลาย มารุโกะจัง หลากหลายชนิด ที่มีให้เลือกช้อปกันจนเพลินอย่างแน่นอนคร้าบ

Chibi Maruko-chan Land, Shizuoka

พิกัด: https://goo.gl/maps/iUaR1eB55S12
การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR ลงสถานี Shimizu จะมี Free Shuttle Bus จากสถานีไปที่ห้าง S-Pulse Dream Plaza โดยพิพิธภัณฑ์มารูโกะจะอยู่ที่ชั้น 3 
เวลา: 10.00 – 20.00
ค่าเข้า: 600 เยน
เว็บไซต์: http://www.chibimarukochan-land.com


Maruzen Tea Roaster, Shizuoka

Maruzen Tea Roaster, Shizuoka
มารุเซ็นทีโรสเทอร์, ชิซูโอกะ

จังหวัดชิซูโอกะ เป็นแหล่งปลูกชาเขียว คุณภาพดี และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น ดังนั้น มาถึงแล้วทั้งที จะพลาดชิมชาเขียวแห่งชิซูโอกะไปได้อย่างไรจริงมั้ยครับ วาฬจึงพาทุกคนมาที่ “มารุเซ็น ที โรสเทอร์” ร้านชาชื่อดัง ที่เสิร์ฟชาเขียวให้เรา แบบชงมืออย่างปราณีตแก้วต่อแก้ว โดยไฮไลท์คือ เราสามารถเลือกระดับการคั่วของชา ได้ตามความชอบ ซึ่งจะให้รสชาติ และความเข้มข้นที่แตกต่างกัน และที่เด็ดไปกว่านั้น แถมยังขายดีมาก ๆ อีกด้วย ก็คือ เจลาโต้ (Gelato) ที่ทำจาก มัทฉะ (ผงชาเขียว) และ โฮจิฉะ (ชาเขียวคั่ว) ที่ให้เลือกระดับการคั่วได้เช่นกัน วาฬขอรับรองเลยว่าอันนี้อร่อยจริงครับผม ยังไงก็ห้ามพลาดเด็ดขาดเลยฮะ

พิกัด: https://goo.gl/maps/yQRjGdm9quH2
การเดินทาง: ลง JR สถานี Shizuoka แล้วเดินต่ออีกประมาณ 10 นาที
เวลา: 11.00 – 19.00
เว็บไซต์: www.maruzentearoastery.com


Aoba Oden Street, Shizuoka

Aoba Oden Street, Shizuoka
ถนนอาโอบะโอเด้ง, ชิซูโอกะ

ใครที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นบ่อย ๆ น่าจะเคยได้ลิ้มลอง โอเด้ง จากร้านสะดวกซื้อกันมาบ้างแน่ ๆ ด้วยความหอมของ น้ำซุปดาชิร้อน ๆ และรสชาติที่กลมกล่อม ย่อมทำให้หลายคนติดใจได้ไม่ยากเลยครับ แต่ถ้าใครอยากจะชิม โอเด้ง สูตรต้นตำหรับ แบบครบเครื่องจริง ๆ แล้วล่ะก็ วาฬขอแนะนำให้รู้จักกับ “ถนน อาโอบะ โอเด้ง” แหล่งรวมร้านโอเด้ง เจ้าอร่อย โดยจุดที่ไม่เหมือนกับ โอเด้ง ตามร้านสะดวกซื้อ ก็คือ ความเข้มข้นของน้ำซุป และ ชนิดของอาหารเสียบไม้ ที่มีให้เลือกมากกว่า  รับรองว่า ถูกใจคนรักโอเด้งอย่างแน่นอนคร้าบ

พิกัด: https://goo.gl/maps/ZZwP3eYUEdk
เวลา: ร้านส่วนใหญ่จะเปิดตั้งแต่ 17.00 เป็นต้นไป


เนื่องจาก คาบสมุทรอิซุ มีขนาดค่อนข้างใหญ่ และที่เที่ยวก็มีเยอะมาก ใครที่อยากอ่านเพิ่มเติมแบบจุใจ วาฬจึงขอแบ่งรีวิว ออกเป็น 3 ตอนแบบละเอียดๆนะครับ

ตอนที่ 1 >> https://flyingwhale.me/guide-book/thingtodoinizu/

ตอนที่ 2 >> https://flyingwhale.me/guide-book/japan/thingtodoinizu2/

ตอนที่ 3 >> https://flyingwhale.me/guide-book/japan/thingstodoinizu3/

ฝากกดแชร์เก็บไว้ได้เลยนะครับ เผื่อว่าหลังจากอ่านรีวิวนี้แล้ว คาบสมุทรอิซุ จะน่าสนใจมากขึ้น และกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ในแผนการท่องเที่ยวของทุกคนได้ และไม่เป็นเพียงแค่ ทางผ่านระหว่าง โตเกียว กับ นาโกย่า หรือ โอซาก้า อีกต่อไป